ร.ร.ดังหนุนสอบรับเด็ก100% ชงโละเกณฑ์ม.3 ขึ้นม.4 อัตโนมัติ หลังที่นั่งเหลือเพียบ

19.05.19 | 10:00 น.

เมื่อวันที่ 19 นายเลิศศิลป์ รัตนมุสิก ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับหลักเกณฑ์การรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2563 โดยให้กำหนดเป็นแผนแม่บท เพื่อเกณฑ์การรับนักเรียนจะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกปี เช่นการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการกำหนดไว้ที่ 60% เกณฑ์จำนวนนักเรียน 40 คนต่อห้อง ไม่ควรไปบังคับโรงเรียนต้องรับเด็กในพื้นที่ 100% ทั้งหมด โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงให้รับนักเรียนทั่วประเทศเข้ามาเรียนด้วยการสอบ 100% เพราะโรงเรียนกลุ่มนี้ถือเป็นโรงเรียนที่ทำหน้าที่พัฒนานักเรียนเก่งของประเทศ ส่วนโรงเรียนอื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนแข่งขันสูง สามารถรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการได้เลย ว่า  ส่วนตัวเห็นด้วยที่ให้โรงเรียนดัง หรือโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงรับเด็กเข้าเรียนโดยวิธีสอบเข้า 100% เพื่อพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ แต่ข้อเสียคือเด็กในพื้นที่บริการก็จะเสียโอกาส เพราะโรงเรียนก็จะคัดเฉพาะเด็กหัวกะทิเข้าเรียน เด็กในพื้นที่บริการในการเข้าเรียนเพราะต้องไปสอบแข่งขันเช่นเดียวกับเด็กทั่วประเทศ นโยบายการรับเด็กปี 2562 ที่ให้โรงเรียนรับเด็กในพื้นที่บริการ 100% และให้รับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้น ม.4 อัตโนมัติ ทำให้โรงเรียนรับเด็กได้ไม่เต็มจำนวน อย่างเช่นโรงเรียนหอวัง ยังขาดอีกกว่า 20 ที่นั่ง เพราะเด็ก ม.3 บางคน สอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็มาสละสิทธิ ทำให้โรงเรียนต้องเรียกลำดับสำรองที่ขึ้นบัญชีไว้ถึง 40 ครั้ง

นายเลิศศิลป์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์การรับเด็ก ม.3 ขึ้น ม.4 อัตโนมัตินั้น ส่วนตัวเห็นว่าควรกลับไปที่สัดส่วนเดิมคือ รับเด็ก ม.3 ขึ้น ม.4 จำนวน 80:20  และมีการกำหนดเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำ 2.00 ไม่ใช่ให้รับหมดทุกคน เด็กเรียน 1.0 ก็สามรถผ่านขึ้น ม.4 ได้ แม้หลักเกณฑ์นี้จะมีข้อดี คือเด็กได้เรียนต่อแน่นอน แต่การคัดเลือกเรียนสายสามัญควรคงเรื่องคุณภาพไว้ด้วย ไม่ใช่รับหมด เพราะหากเด็กเรียนไม่ไหว ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต

“ผมเห็นด้วยที่จะให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสอบเพื่อรับเด็กเข้าเรียน 100% เพราะการรับเด็กที่ผ่านมาโรงเรียนจำนวนมากรับเด็กได้ไม่เต็มจำนวน ขณะที่อัตราสอบแข่งขันอยู่ที่ 1:6  เพราะโดยโครงสร้างเด็กพื้นที่บริการลดลงทั่วประเทศ การเปิดโอกาสให้โรงเรียนยอดนิยมสอบรับเด็กได้ 100% ให้โรงเรียนสามารถพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพ อีกทั้งโรงเรียนที่จัดอยู่ในกลุ่มยอดนิยมทั่วเทศก็มีประมาณกว่า 300 แห่ง จากโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง แต่ทั้งหมดนี้คงต้องมีการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ร่วมกัน” นายเลิศศิลป์กล่าว

นายเลิศศิลป์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ กพฐ.เสนอให้มีการกำหนดการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัว เช่น โรงเรียนสามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,200 คน หากเกินกว่านี้จะได้รับเงินอุดหนุนน้อยลงนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะโดยพื้นฐานรัฐมีหน้าที่ต้องดูแลการจัดการศึกษา หากกำหนดเช่นนั้นอาจเป็นการไปเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครอง

นายปรเวธฎ์ เกษมโชค ผู้อำนวยการโรงเรียนแจงร้อนวิทยา กรุงเทพฯ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลกระทบ หากใครมีความพร้อมก็ไปสอบได้ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเด็ก ยกเว้นกรณีโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจะขยายห้องเรียนเพื่อให้รับเด็กได้มากขึ้น ตรงนี้จะทำให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กรับเด็กได้น้อยลงในส่วนของโรงเรียนแจงร้อนวิทยา มีนักเรียนทั้งหมด 500 กว่าคน การรับเด็กที่ผ่านมา ม.1 จำนวน 80 คน และ ม.4 จำนวน 80 คน แต่ก็ยังไม่สามารถรับได้เต็มจำนวน ส่วนหนึ่งเพราะมีโรงเรียนในพื้นที่โดยรอบ และอัตาการเกิดที่ลดลง รวมถึงยังมีการย้ายถิ่นฐานของผู้ปกครองเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ

Advertisement

นายสมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า โนยบายที่จะออกควรรอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ โดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ความเห็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุผลที่ดี อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่เห็นที่จะให้โรงเรียนดังสอบรับเด็กเข้าเรียน 100% เพราะจะทำให้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกชนชั้นเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเก่งและครอบครัวมีฐานะจะมีโอกาส มากกว่าเด็กกลุ่มปานกลางจนถึงด้อยโอกาส อีกทั้งทุกวันนี้โรงเรียนดัง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ฯลฯ ต่างก็รับเด็กหัวกะทิเข้าเรียนอยู่แล้ว ทั้งที่ควรรับเด็กคละกัน ให้เด็กเก่งช่วยเด็กอ่อนให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข การจัดเกณฑ์สอบเช่นนี้ยิ่งทำให้เห็นภาพการแบ่งชนชั้นชัดขึ้นตั้งแต่ในระดับโรงเรียน