เปิดเทอมใหม่ การศึกษาไทย (ยัง) กระจองอแง

29.05.19 | 15:23 น.

ส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ในช่วงเปิดเทอมใหม่ไปได้ราว 1 สัปดาห์ ดูเหมือนว่าเสียงกระจองอแงจากโรงเรียนอนุบาลจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ สวนทางกับแวดวงการศึกษาไทยทั้งในระดับโครงสร้าง และประเด็นหยุมหยิมยิบย่อย ที่ดูจะยิ่งโหวกเหวกวุ่นวายไม่มีหยุด

หนึ่งในหัวข้อเดิมๆ ที่วนลูปมาให้สังคมร่วมปวดขมับเป็นประจำทุกปีโดยเฉพาะเหล่าผู้ปกครองก็คือเรื่องของ “เครื่องแบบนักเรียน” ซึ่งดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องไม่ใหญ่ คล้ายจะกระทบแค่ประเด็นเศรษฐกิจในครัวเรือน ดังเช่นที่ในปีนี้ นักการเมืองสตรีอย่าง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ลุกขึ้นมาออกโรงหนุนยกเลิกการใส่ชุดนักเรียนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องตบเท้าเข้าโรงรับจำนำกันจ้าละหวั่น เพราะไหนจะค่าเทอมค่านู่นนี่นั่น ทำเอาหมุนเงินไม่ทันกันเป็นแถบๆ

จริงๆ แล้วประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมานาน บางปีกลายเป็นวิวาทะขนานใหญ่ เพราะลึกลงไปไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่นักวิชาการหลายรายมองว่านี่คือ “ร่างกายใต้บงการ” คือเรื่องวัฒนธรรมอำนาจที่กดทับเสรีภาพทางความคิด ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องของระเบียบวินัยที่ต้องปลูกฝัง ไม่ใช่ปล่อยปละอย่างอิสระเสรีจนเกินเหตุ

เรียกได้ว่าต่างฝ่ายก็มีเหตุผลของตนเอง แล้วนักการศึกษามืออาชีพจะ ‘คอมเมนต์’ ในประเด็นนี้อย่างไร? มีทางออกที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่?

จิตอาสาจันทบูรณ์ รับบริจาคชุดนักเรียนและรองเท้าให้เด็กยากกไร้

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร อดีต ผอ.สถาบันคุรุพัฒนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมเสวนาเปิดตัว “เทรนฟลิกซ์” แพลตฟอร์มอบรมครูออนไลน์ เลยได้โอกาสขอ “คอมเมนต์” ในประเด็นดังกล่าว

Advertisement

อาจารย์ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ควรพบกันครึ่งทาง ไม่ใช่สุดโต่งไปมุมใดมุมหนึ่ง โดยให้อิสระกับโรงเรียนในการตกลงกติกากันเองไม่จำเป็นต้องใช้ National Uniform หรือเครื่องแบบเดียวกันทั้งประเทศซึ่งกำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการอย่างที่เป็นอยู่

“คิดว่าน่าจะให้อิสระกับโรงเรียนในการไปตกลงกติกากัน ให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง มีโอกาสร่วมกันคิด และกำหนดให้เหมาะกับบริบทของสังคมและพื้นที่ มีกาลเทศะ ซึ่งมันก็เหมาะกับยุคสมัยในโลกปัจจุบัน ยุคเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยน เป็นการยืดหยุ่น แทนที่จะแข็งทื่อเป็นระบบเดียว ต้องเปลี่ยนกรอบความคิด ไม่ใช่ไปสุดโต่งแบบอนุรักษ์สุดสุด หรือฟรีสไตล์สุดสุด”

รศ.ดร. มนตรี แย้มกสิกร


ถามว่าในทางปฏิบัติจะทำได้จริงไหม? จะเจออุปสรรคใหญ่อย่างกฎกระทรวงหรือไม่

รศ.ดร.มนตรีตอบทันทีด้วยคำถามว่า “ทำไมล่ะ? เราพูดกันมากว่าอยากให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ใช้ประโยชน์จากการมีอยู่ของคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยครู ผู้ปกครอง ชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น ทำไมไม่ให้มาคุยกัน นี่คือการทดลองที่จะไปถึงเรื่องใหญ่และยากกว่านี้ เขาอยากให้ลูกหลานเป็นอย่างไร ควรมาร่วมกันคิด ชุมชน ผู้ปกครอง ก็จะได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วม มาช่วยกันดูแลว่าอย่างนี้เหมาะหรือไม่เหมาะ นี่คือสิ่งที่

จะเป็นบททดสอบกรรมการสถานศึกษาในความเป็นนิติบุคคล

ประเด็นคลิกนิดเดียวว่าส่วนกลางจะยังกำหนดหรือจะผ่อนคลาย โดยมอบให้โรงเรียนไปใช้กรรมการสถานศึกษา แค่นี้เอง จบ ง่ายนิดเดียว ไม่ต้องไปออกระเบียบอะไรเลย

สิ่งที่ยากคือเราจะเปลี่ยนวิธีคิดไหม จะปล่อยไหม จะออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการว่ามอบให้สถานศึกษาหรือเปล่า ซึ่งก็สามารถมอบได้หลายระดับ เช่น มอบให้เขตพื้นที่ หรือต่ำลงไปสุดสุดคือมอบสถานศึกษาเลย นั่นคือใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา เหมือนระบบพัฒนาครู”

ไหนๆ ก็มาแตะเรื่องครู ซึ่งก็ดูจะมีมาม่าชามโตทุกปี ปีละหลายๆ ชาม กระทั่งเกิดวลีเด็ดสะท้อนความอัดอั้นตันใจว่า “อะไรๆ ก็ครู” ยั่วล้อวาทะ “อะไรๆ ก็กู” พูดง่ายๆ ว่า มีอะไรก็โบ้ยให้ครู โยนให้กูรับไปเต็มๆ

ประเด็นนี้ ผู้คร่ำหวอดในวงการครูมองว่า บ้านเรามีปัญหาที่ค่านิยมแต่เก่าก่อน ว่าเมื่อเอาลูกหลานไปฝากไว้กับครู ครูดูแลเบ็ดเสร็จ ซึ่งในอดีตเมื่อ 40-50 ปีก่อน ครูทำได้เข้มข้นทั่วถึง ทว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“ในวันนี้อย่าลืมว่าบริบทเปลี่ยน เด็กไม่ได้อยู่กับครูอย่างเดียว แต่อยู่กับโลกออนไลน์ อยู่กับบริบทสังคมที่กว้างขวาง ในขณะที่สังคมไทยยังเชื่อว่าครูต้องดูแลหมด จริงๆ แล้วผู้ปกครองนั่นแหละ แต่เราไม่มีการศึกษาสำหรับผู้ปกครองเลย ผู้ปกครองต้องรู้ว่าตัวเองต้องจับมือกับสถานศึกษาและครู ถึงจะดูแลได้ผลสูงสุด ถามว่าทุกวันนี้เด็กที่ประสบความสำเร็จ”

มาถึงตรงนี้ย่อมเข้าสู่ประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่กล่าวกันว่ามีอยู่จริงตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งผันแปรไปกับเศรษฐกิจของครอบครัว

“วันนี้เรายังมีความเหลื่อมล้ำ ใครเป็นลูกคนมีตังค์ ประสบความสำเร็จมากกว่าคนไม่มีตังค์ ถามว่าเกิดจากอะไร พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ไปต่างประเทศ เรื่องนี้ใครลงทุน ก็ผู้ปกครอง

ถามว่าครูทำได้ไหม ทำไม่ได้อย่างนี้หรอก เพราะฉะนั้นในการพัฒนาเด็กจึงต้องการทั้งผู้ปกครองและครู”

สำหรับเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งเรื่องบุคลากรทางการศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ตั้งแต่ครูประถมจนถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย

อดีต ผอ.สถาบันคุรุพัฒนาท่านนี้ยอมรับว่า ครูบาอาจารย์ที่ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครูนั้นก็มีอยู่จริงส่วนหนึ่ง ดังนั้น สถานศึกษา สังคม ผู้ปกครองก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันในการดูแล สอดส่อง

ปิดท้ายที่ประเด็น ไทยแลนด์ 4.0 กับการศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่มีสมาร์ทโฟนไว้เรียนรู้กับคุณครูชื่อ “กูเกิล” แม้แต่ครูก็มีแพลตฟอร์มอบรมออนไลน์ด้วยเหมือนกัน

“โลกของการเรียนมันเปลี่ยน เดี๋ยวนี้เด็กเข้าถึงเทคโนโลยีได้เร็วมาก ครูไม่สามารถสอนเด็กอย่างเดียว แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเรียน ให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้ท้าทาย ให้ค้นคว้าไปให้สุดทาง”

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความคิดความเห็นในประเด็นปัญหาการศึกษาไทยจากมุมมอง “คนใน” ที่น่าเก็บไว้ขบคิดไปพร้อมๆ กัน