เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และคณะบริหารองค์การค้า ของสกสค. ที่มีตนเป็นประธาน ได้ลงมติคัดเลือกผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสกสค. และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ โดยคณะกรรมการสกสค.เลือกนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการศธ. เป็นเลขาธิการสกสค. และเลือกนายอดุลย์ บุสสา อดีตรองผู้อำนวยการองค์การค้าฯ เป็นผู้อำนวยการองค์การค้าฯ โดยล่าสุดนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการสกสค. ได้ยื่นหนังสือถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการศธ. ขอให้เพิกถอนสั่งแต่งตั้ง และเตรียมจะฟ้องศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเห็นว่า กระบวนมิชอบด้วยกฎหมาย ขาดความโปร่งใส นั้น ยืนยันว่า กระบวนการสรรหาฯ เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย โดยนายสมคิด มีหนังสือ มอบอำนาจปลัดศธ. ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสกสค. คณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯ และคณะกรรมการคุรุสภา โดยตนได้มอบให้นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดศธ. เข้าประชุมแทนในฐานะปลัดศธ. ซึ่งการมอบอำนาจดังกล่าวสามารถมอบได้ตามกฎหมาย ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนกรณีที่ระบุว่า ตนใช้สิทธิซ้ำซ้อน เลือกถึง 3 ครั้งนั้น พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 26 กำหนดไว้ว่า หากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียง เป็นเสียงชี้ขาด ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้นกรณีการคัดเลือกเลขาธิการสกสค. มีคะแนนเสียงเท่ากัน 4:4 ก็ถือเป็นอำนาจประธานที่ประชุมในการออกคะแนนเสียงชี้ขาด ซึ่งตนก็ตัดสินใจเลือกนายณรงค์
“สาเหตุที่ผมใช้สิทธิในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการศธ. เลือกนายณรงค์เป็นเลขาธิการสกสค. นั้น ส่วนตัวผมเองคิดว่า ทั้งนายณรงค์ และนายอรรถพล มีความเหมาะสมทั้งคู่ แต่นายณรงค์ มีประสบการณ์ บริหารงานด้านการศึกษา มีความนิ่มนวล ประนีประนอม มั่นใจว่า สามารถทำงานได้ดี ผมคิดอยู่นานและลังเลใจว่าจะเลือกใคร แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกนายณรงค์ เพราะคิดว่าจะประสานงานกับทุกฝ่ายได้ ไม่ได้มีการเล่นพรรค เล่นพวก กับนายอรรถพล ก็เป็นพี่น้องกัน กันเอง ไม่มีปัญหา”นายการุณ และว่า ส่วนการสรรหาเลขาธิการคุรุสภานั้น ให้ชะลอไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการศธ.คนใหม่ ก็ต้องมาตัดสินว่า เดินหน้าต่อหรือ เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้เข้าชี้แจงกระบวนการสรรหาฯ เลขาธิการสกสค.และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ต่อนายสมคิด โดยนายสมคิด ได้นำเอกสารที่มีผู้ร้องเรียนให้ตนดู ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงว่า กระบวนการทุกอย่าง และการลงคะแนนเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งนายสมคิดก็เข้าใจ แต่เนื่องจากมีการร้องเรียน นายสมคิดจึงสั่งให้ยับยั้ง ชะลอการทำสัญญาจ้าง เพื่อหาข้อยุติในสิ่งที่มีผู้ร้องเรียน ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นตนจะทำหนังสือ หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา หากกฤษฎีกามีความเห็นมาอย่างไร ก็จะดำเนินการตามที่กฤษฎีการมีคำแนะนำมา โดยระหว่างนี้นายณรงค์ยังไม่ต้องลาออกจากราชการ จนกว่ากฤษฎีการจะมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการ ส่วนกรณีที่มีการฟ้องศาลก็ว่ากันไปตามกฎหมาย เป็นสิทธิส่วนบุคคล กรณีศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ไม่มีปัญหา เพราะชะลอการทำสัญญารอทางกฤษฎีกาตอบกลับมาอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างนี้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการและปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ยังทำงานต่อไป จนกว่าจะมีการทำสัญญาจ้าง
นายอรรถพล กล่าวว่า ตนได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยยื่นฟ้องคณะกรรมการ สกสค.และขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน ทุเลาคำสั่งแต่งตั้งคำสั่งคณะกรรมการ สกสค. เพราะมองว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป
“ยืนยันว่าผมไม่ได้ติดใจเรื่องการลงคะแนน 5:4 และไม่ได้มีอคติทั้งกับ นายการุณ หรือกับใครเป็นการส่วนตัว ซึ่งวันนั้นต่อให้ผมได้คะแนนมากกว่า ก็ต้องยื่นฟ้องอยู่ดี และไม่กล้าจะรับตำแหน่งด้วย เพราะกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากรับตำแหน่งและ ลาออกจากราชการไปแล้ว ถูกร้องภายหลังก็ต้องเพิกถอนอยู่ดี แต่ไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้อีก เรื่องนี้ถ้าจะดำเนินการก็ต้องอยู่บนพื้นฐานถูกต้องตามกฎหมาย ในส่วนของผมที่ทำก็ต้องเดินเพื่อรักษาระบบการยื่นฟ้องศาลปกครองก็ว่าไปตามปกติ ส่วนศาลอาญาเพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างในวันข้างหน้าด้วย สำหรับคลิปเสียงนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องเปิดต่อหน้าศาล”นายอรรถพล กล่าว

