การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลเมืองในประเทศมีส่วนสำคัญจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้า ยิ่งพลเมืองมีความรู้ ความสามารถ ประเทศก็สามารถเติบโตได้อย่างก้าวไกล ในหลายประเทศจึงมุ่งเน้นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสำคัญ ดังคำพูดที่ว่า คุณภาพของคน คือ คุณภาพของประเทศ อีกทั้งการแข่งขันทางการค้าในโลกทุกวันนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันด้วยนวัตกรรม (Innovation) เทคโนโลยี (Technology) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพของคน เพื่อให้คนเป็นกำลังหลักของประเทศได้ คือ การศึกษา
เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้นตามทิศทางแนวโน้มของโลก รวมถึงผลักดันให้เกิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น 5 อุตสาหกรรมเดิม (S-Curve) และ 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะและความรู้เป็นอย่างมาก ดังนั้นการจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามประสงค์ได้ ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาคนและศักยภาพของแรงงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน ซึ่งต้องการแรงงานทักษะและมีฝีมือ หากทักษะฝีมือแรงงานของไทยเป็นที่ยอมรับแล้ว สิ่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ไม่ว่าจากทั้งในและนอกประเทศได้ หรือแม้แต่ในอนาคต ที่พวกเขาเหล่านั้นอาจจะสร้างธุรกิจ สัญชาติไทย ซึ่งสามารถแข่งขันกับตลาดโลกผ่านทักษะและฝีมือที่มีได้
ทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับดิจิทัล? เพราะดิจิทัลเข้ามามีบทบาทและผลกระทบต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ดิจิทัลยังส่งผลสะเทือนต่ออาชีพและตลาดแรงงานในภาพรวม (Digital disruption) บางอาชีพมีแนวโน้มจะหายไป เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าทำหน้าที่แทน บางอาชีพจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้เพื่อให้จะอยู่รอดในยุคนี้ ทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่เพียงในห้องเรียนอีกต่อไป ผู้คนในยุคปัจจุบันต้องตื่นตัวและเรียนรู้อยู่เสมอ
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ อุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกันของตลาดแรงงานไทย ด้านหนึ่งผู้ประกอบการต้องการแรงงานสายวิชาชีพจำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งมีบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากแต่กลับประสบปัญหาว่างงาน เพราะสาขาที่เรียนจบมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีคนไทยว่างงานถึง 3 แสนคน โดยระดับการศึกษาที่ว่างงานมากที่สุดคือ ระดับอุดมศึกษา 1.28 แสนคน หนทางเพื่อบรรเทาเบาบางปัญหานี้ควรทำอย่างไร?
กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework : NQF) เป็นแนวทางหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นว่า สมรรถนะที่ผู้ประกอบการต้องการเป็นอย่างไร โดยมีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ จุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาและผลิตกำลังคนในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมไปถึงให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ผ่านองค์ประกอบคุณวุฒิ 8 ระดับ เทียบกับคุณวุฒิการศึกษา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับปริญญาเอก บนฐานของผลลัพธ์การเรียนรู้ 3 ส่วน ได้แก่ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ (Application and Responsibility)
โดย ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวถึงเรื่องกรอบคุณวุฒินี้ว่า เป็นฐานที่ใช้วัดสมรรถนะของคน การเทียบเคียงสมรรถนะเข้ากับระดับคุณวุฒิในระบบการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 1 ถึงระดับ 8 เทียบเท่าคุณวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไปจนถึงปริญญาเอกและสามารถเทียบเคียงเข้ากับคุณวุฒิวิชาชีพได้ ขณะนี้ได้นำร่องใน 7+1 สาขาอาชีพ ตามความต้องการของตลาดแรงงาน ได้แก่
- สาขาโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน (Logistics Infrastructure)
- สาขาโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics Infrastructure and Supply Chain)
- สาขาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics and Automation)

- สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ (Information and Communication Technology and Digital Content)
- สาขาอาหารและเกษตร (Food and Agriculture)
- สาขาปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลังงานและพลังงานทดแทน (Petrochemical, Chemical Supplies, Energy and Renewable Energy)
- สาขาแม่พิมพ์ (Mold and Die)
- สาขาช่างอากาศยาน (Aviation Maintenance Technician)
เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติไม่ได้ทำเพื่อเป็นมาตรฐานในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้ทำงานร่วมกับประเทศ สมาชิกอาเซียน ในการพัฒนากรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ขึ้น เพื่อเป็นกรอบกลางในการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยประเทศไทยได้เตรียมการคัดเลือกกลุ่มสาขาอาชีพต้นแบบใน 5 วิชาชีพที่ไทยมีความเชี่ยวชาญสูง เช่น ท่องเที่ยวและโรงแรม อาหารและเกษตร ดิจิทัลคอนเทนต์ โลจิสติกส์ และแม่พิมพ์ **จำนวนวิชาชีพอ้างอิงจากวิดิทัศน์ NQF_Video Final (29_3_62)** เพื่อให้แรงงานไทยพัฒนาศักยภาพ และอีกประการคือเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศแถบอาเซียนได้ “กรอบคุณวุฒิแห่งชาตินี้ ประเทศไทยไม่ได้ทำประเทศเดียว แต่ทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นการเปิดตลาดแรงงานไปยังกลุ่มพื้นที่อาเซียนด้วย ขณะเดียวกันก็เปิดตลาดแรงงานจากคนเก่งๆ จากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจในอนาคต” กรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่วางไว้ ถ้าผู้สอบสามารถสอบจนได้ประกาศนียบัตรรับรอง จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)(สศช.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สิ่งนี้จะช่วยรับประกันและการันตีผู้สอบใน 3 ด้าน คือ 1. การันตีความสามารถของผู้สอบ 2. การันตีรายได้ที่จะได้จากนายจ้าง และ 3. เป็นการเปิดตลาดให้แรงงานของไทยไปทำงานต่างชาติได้ เลขาธิการ สกศ.กล่าว
“นอกจากนี้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติยังสามารถช่วยเหลือคนที่ตกงาน ซึ่งอาจจะมีทักษะหรือไม่มีทักษะ สามารถทดสอบทักษะหรือเติมเต็มความสามารถ (Competency) ในบางเรื่องของทักษะแรงงาน เพื่อให้มีทักษะที่พอจะเข้าไปสอบเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรรับรองในระดับต่างๆ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้ ต้องมีความสามารถ เพราะกรอบคุณวุฒิช่วยพัฒนาสมรรถนะของคนไทยให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล แต่เมื่อรับรองแล้วก็สมัครงานในต่างประเทศได้” ดร.สุภัทร กล่าวปิดท้าย
ทั้งนี้ สาขาวิชาชีพแรกที่เริ่มนำร่องจาก 8 สาขา คือ สาขาช่างอากาศยาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือแม้แต่การขยายท่าอากาศยานต่างๆ ของไทยเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2580 อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตถึง 5.5% และมีความต้องการช่างอากาศยานถึง 1 แสนคน
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ทำให้สาขาวิชาชีพช่างอากาศยาน จึงเป็นสาขาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินงานตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ โดยมีสถานศึกษานำร่อง 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่
- วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง
- วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ
- วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี
- วิทยาลัยเทคนิคถลาง
- วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
- วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น
- วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม
กชกร บุษราภรณ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคถลาง หนึ่งในวิทยาลัยที่นำร่องการศึกษาช่างอากาศยาน เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคนิคถลาง ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนวิชาช่างอากาศยาน ในปีการศึกษา 2558 ปัจจุบันปีการศึกษา 2562 นี้ ถือเป็นรุ่นที่ 5 โดยมีนักศึกษารุ่นละประมาณ 32 คน
การเรียนการสอนสาขาวิชาช่างอากาศยานของวิทยาลัยเทคนิคถลางนั้น นอกจากกรอบคุณวุฒิการศึกษาแล้ว วิทยาลัยได้จัดการเรียนการสอนตามมาตรฐาน ICAO Doc.7192 อันเป็นมาตรฐานระดับสากล ซึ่งนักศึกษาได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีใบอนุญาตในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน มีประสบการณ์เกี่ยวกับอากาศยานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง ได้รับการยอมรับและมีผลตอบรับที่ดีจากสถานประกอบการเสมอมา
รองผอ.กชกร กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันศิษย์เก่าสาขาช่างอากาศยานของวิทยาลัยเทคนิคถลาง มีโอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นช่างอากาศยานแทบจะทุกสายการบิน และทำงานประจำอยู่ในสนามบิน 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง ภูเก็ต กระบี่ สมุย และสนามอู่ตะเภา
“จาก 5 ปีที่ทำการเปิดสอนสาขาช่างอากาศยาน ด้วยความตั้งใจที่ต้องการจะสร้างคุณภาพ มุ่งผลิตให้นักศึกษามีงานทำ ขณะนี้จึงรักษาคุณภาพของการเรียนการสอน แต่ละรุ่นจึงเปิดรับนักศึกษาประมาณ 32 คน หากมีการเปิด EEC อย่างเต็มรูปแบบ อาจจะต้องขยายจำนวนที่จะรับนักศึกษามากขึ้น” รองผอ.วิทยาลัยเทคนิคถลาง กล่าว
ทั้งนี้ในอนาคตอีก 2 ปี ข้างหน้า วิทยาลัยเทคนิคถลาง จะพัฒนาเป็นเป็นศูนย์ Training ช่างอากาศยานนานาชาติ ที่จะรองรับการฝึกอบรม ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ ให้เข้ามาอบรมที่นี่ เพื่อเพิ่มรากฐานของการเรียนการสอนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
ทฤฒมน แก้วพิบูลย์ นักศึกษาสาขาช่างอากาศยาน ปวส.ปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคถลาง กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกเรียนสายวิชาช่างอากาศยาน เนื่องจากเห็นโอกาสการทำงานที่ก้าวหน้าและเติบโตไปได้มากกว่าสายงานอื่น
ในฐานะผู้เรียนแล้ว การเรียนการสอนตามแนวทางกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ทำให้มาตรฐานการเรียนเข้มข้นมากขึ้น ประกอบกับการสอนตามมาตรฐาน ICAO Doc.7192 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล หลังจากเรียนรู้วิธีการทำงาน และนำความรู้ที่ได้รับ รวมทั้งใช้ประสบการณ์จากการฝึกงานเก็บเป็นประสบการณ์ และนำไปสอบใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพช่างอากาศยานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ทำให้สามารถพัฒนาความรู้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปลงเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นวิศวกรในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบิน คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 38.27 ล้านล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาท แม้จะสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือละเลย กลับต้องเร่งพัฒนาทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยมีบริการและคุณภาพในระดับสากล เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติให้กลับมาเยือนไทยอีกครั้ง และเหตุนี้ทำให้ สาขาท่องเที่ยวและโรงแรม เป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ สกศ. ทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน ในการสร้างกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework : AQRF)
การดำเนินงานของ สกศ. คาดว่า ในปี พ.ศ. 2565 จะดำเนินงาน กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากนั้นจะได้เห็นภาพการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยที่เติบโตและก้าวทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน เนื่องจากกรอบคุณวุฒิแห่งชาติจะเป็นกลไกที่ช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถนำประสบการณ์ ทักษะความรู้ความสามารถมาสอบเทียบเคียงหรือเทียบโอนระหว่างคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพได้ โดยไม่จำกัดว่าจะเทียบเคียงได้แต่การศึกษาในระบบอีกต่อไป และสามารถช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ทำให้แรงงานไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ ทักษะที่มีอยู่ ไม่ว่าจะ Reskill (ปรับทักษะ) หรือ Upskill (เพิ่มทักษะ) ให้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกไปทำงานในต่างประเทศได้อีกด้วย

