หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา พัฒนาศักยภาพค...

พัฒนาศักยภาพคนไทยผ่าน ‘กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ’ รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจในอนาคต

31.05.19 | 16:02 น.

การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลเมืองในประเทศมีส่วนสำคัญจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้า ยิ่งพลเมืองมีความรู้ ความสามารถ ประเทศก็สามารถเติบโตได้อย่างก้าวไกล ในหลายประเทศจึงมุ่งเน้นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสำคัญ ดังคำพูดที่ว่า คุณภาพของคน คือ คุณภาพของประเทศ อีกทั้งการแข่งขันทางการค้าในโลกทุกวันนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันด้วยนวัตกรรม (Innovation) เทคโนโลยี (Technology) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพของคน เพื่อให้คนเป็นกำลังหลักของประเทศได้ คือ การศึกษา

เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้นตามทิศทางแนวโน้มของโลก รวมถึงผลักดันให้เกิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น 5 อุตสาหกรรมเดิม (S-Curve) และ 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะและความรู้เป็นอย่างมาก ดังนั้นการจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามประสงค์ได้ ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาคนและศักยภาพของแรงงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน ซึ่งต้องการแรงงานทักษะและมีฝีมือ หากทักษะฝีมือแรงงานของไทยเป็นที่ยอมรับแล้ว สิ่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ไม่ว่าจากทั้งในและนอกประเทศได้ หรือแม้แต่ในอนาคต ที่พวกเขาเหล่านั้นอาจจะสร้างธุรกิจ สัญชาติไทย ซึ่งสามารถแข่งขันกับตลาดโลกผ่านทักษะและฝีมือที่มีได้

ทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับดิจิทัล? เพราะดิจิทัลเข้ามามีบทบาทและผลกระทบต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ดิจิทัลยังส่งผลสะเทือนต่ออาชีพและตลาดแรงงานในภาพรวม (Digital disruption) บางอาชีพมีแนวโน้มจะหายไป เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าทำหน้าที่แทน บางอาชีพจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้เพื่อให้จะอยู่รอดในยุคนี้ ทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่เพียงในห้องเรียนอีกต่อไป ผู้คนในยุคปัจจุบันต้องตื่นตัวและเรียนรู้อยู่เสมอ

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ อุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกันของตลาดแรงงานไทย ด้านหนึ่งผู้ประกอบการต้องการแรงงานสายวิชาชีพจำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งมีบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากแต่กลับประสบปัญหาว่างงาน เพราะสาขาที่เรียนจบมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีคนไทยว่างงานถึง 3 แสนคน โดยระดับการศึกษาที่ว่างงานมากที่สุดคือ ระดับอุดมศึกษา 1.28 แสนคน หนทางเพื่อบรรเทาเบาบางปัญหานี้ควรทำอย่างไร?

กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework : NQF) เป็นแนวทางหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นว่า สมรรถนะที่ผู้ประกอบการต้องการเป็นอย่างไร โดยมีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ จุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาและผลิตกำลังคนในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมไปถึงให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ผ่านองค์ประกอบคุณวุฒิ 8 ระดับ เทียบกับคุณวุฒิการศึกษา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับปริญญาเอก บนฐานของผลลัพธ์การเรียนรู้ 3 ส่วน ได้แก่ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ (Application and Responsibility)

Advertisement

โดย ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวถึงเรื่องกรอบคุณวุฒินี้ว่า เป็นฐานที่ใช้วัดสมรรถนะของคน การเทียบเคียงสมรรถนะเข้ากับระดับคุณวุฒิในระบบการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 1 ถึงระดับ 8 เทียบเท่าคุณวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไปจนถึงปริญญาเอกและสามารถเทียบเคียงเข้ากับคุณวุฒิวิชาชีพได้ ขณะนี้ได้นำร่องใน 7+1 สาขาอาชีพ ตามความต้องการของตลาดแรงงาน ได้แก่

  1. สาขาโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน (Logistics Infrastructure)
  2. สาขาโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics Infrastructure and Supply Chain)
  3. สาขาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics and Automation)
  4. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ (Information and Communication Technology and Digital Content)
  5. สาขาอาหารและเกษตร (Food and Agriculture)
  6. สาขาปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลังงานและพลังงานทดแทน (Petrochemical, Chemical Supplies, Energy and Renewable Energy)
  7. สาขาแม่พิมพ์ (Mold and Die)
  8. สาขาช่างอากาศยาน (Aviation Maintenance Technician)

เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติไม่ได้ทำเพื่อเป็นมาตรฐานในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้ทำงานร่วมกับประเทศ สมาชิกอาเซียน ในการพัฒนากรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ขึ้น เพื่อเป็นกรอบกลางในการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยประเทศไทยได้เตรียมการคัดเลือกกลุ่มสาขาอาชีพต้นแบบใน 5 วิชาชีพที่ไทยมีความเชี่ยวชาญสูง เช่น ท่องเที่ยวและโรงแรม อาหารและเกษตร ดิจิทัลคอนเทนต์ โลจิสติกส์ และแม่พิมพ์ **จำนวนวิชาชีพอ้างอิงจากวิดิทัศน์ NQF_Video Final (29_3_62)**  เพื่อให้แรงงานไทยพัฒนาศักยภาพ และอีกประการคือเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศแถบอาเซียนได้ “กรอบคุณวุฒิแห่งชาตินี้ ประเทศไทยไม่ได้ทำประเทศเดียว แต่ทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นการเปิดตลาดแรงงานไปยังกลุ่มพื้นที่อาเซียนด้วย ขณะเดียวกันก็เปิดตลาดแรงงานจากคนเก่งๆ จากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจในอนาคต” กรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่วางไว้ ถ้าผู้สอบสามารถสอบจนได้ประกาศนียบัตรรับรอง จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)(สศช.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สิ่งนี้จะช่วยรับประกันและการันตีผู้สอบใน 3 ด้าน คือ 1. การันตีความสามารถของผู้สอบ 2. การันตีรายได้ที่จะได้จากนายจ้าง และ 3. เป็นการเปิดตลาดให้แรงงานของไทยไปทำงานต่างชาติได้ เลขาธิการ สกศ.กล่าว

“นอกจากนี้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติยังสามารถช่วยเหลือคนที่ตกงาน ซึ่งอาจจะมีทักษะหรือไม่มีทักษะ สามารถทดสอบทักษะหรือเติมเต็มความสามารถ (Competency) ในบางเรื่องของทักษะแรงงาน เพื่อให้มีทักษะที่พอจะเข้าไปสอบเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรรับรองในระดับต่างๆ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้ ต้องมีความสามารถ เพราะกรอบคุณวุฒิช่วยพัฒนาสมรรถนะของคนไทยให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล แต่เมื่อรับรองแล้วก็สมัครงานในต่างประเทศได้” ดร.สุภัทร กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ สาขาวิชาชีพแรกที่เริ่มนำร่องจาก 8 สาขา คือ สาขาช่างอากาศยาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือแม้แต่การขยายท่าอากาศยานต่างๆ ของไทยเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2580 อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตถึง 5.5% และมีความต้องการช่างอากาศยานถึง 1 แสนคน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ทำให้สาขาวิชาชีพช่างอากาศยาน จึงเป็นสาขาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินงานตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ โดยมีสถานศึกษานำร่อง 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่

  1. วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง                 
  2. วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ
  3. วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี
  4. วิทยาลัยเทคนิคถลาง
  5. วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
  6. วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น
  7. วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม

กชกร บุษราภรณ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคถลาง หนึ่งในวิทยาลัยที่นำร่องการศึกษาช่างอากาศยาน เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคนิคถลาง ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนวิชาช่างอากาศยาน ในปีการศึกษา 2558 ปัจจุบันปีการศึกษา 2562 นี้ ถือเป็นรุ่นที่ 5 โดยมีนักศึกษารุ่นละประมาณ 32 คน

การเรียนการสอนสาขาวิชาช่างอากาศยานของวิทยาลัยเทคนิคถลางนั้น นอกจากกรอบคุณวุฒิการศึกษาแล้ว วิทยาลัยได้จัดการเรียนการสอนตามมาตรฐาน ICAO Doc.7192 อันเป็นมาตรฐานระดับสากล ซึ่งนักศึกษาได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีใบอนุญาตในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน มีประสบการณ์เกี่ยวกับอากาศยานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง ได้รับการยอมรับและมีผลตอบรับที่ดีจากสถานประกอบการเสมอมา

รองผอ.กชกร กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันศิษย์เก่าสาขาช่างอากาศยานของวิทยาลัยเทคนิคถลาง มีโอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นช่างอากาศยานแทบจะทุกสายการบิน และทำงานประจำอยู่ในสนามบิน 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง ภูเก็ต กระบี่ สมุย และสนามอู่ตะเภา

“จาก 5 ปีที่ทำการเปิดสอนสาขาช่างอากาศยาน ด้วยความตั้งใจที่ต้องการจะสร้างคุณภาพ มุ่งผลิตให้นักศึกษามีงานทำ ขณะนี้จึงรักษาคุณภาพของการเรียนการสอน แต่ละรุ่นจึงเปิดรับนักศึกษาประมาณ 32 คน หากมีการเปิด EEC อย่างเต็มรูปแบบ อาจจะต้องขยายจำนวนที่จะรับนักศึกษามากขึ้น” รองผอ.วิทยาลัยเทคนิคถลาง  กล่าว

ทั้งนี้ในอนาคตอีก 2 ปี ข้างหน้า วิทยาลัยเทคนิคถลาง จะพัฒนาเป็นเป็นศูนย์ Training ช่างอากาศยานนานาชาติ ที่จะรองรับการฝึกอบรม ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ ให้เข้ามาอบรมที่นี่ เพื่อเพิ่มรากฐานของการเรียนการสอนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ทฤฒมน แก้วพิบูลย์ นักศึกษาสาขาช่างอากาศยาน ปวส.ปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคถลาง กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกเรียนสายวิชาช่างอากาศยาน เนื่องจากเห็นโอกาสการทำงานที่ก้าวหน้าและเติบโตไปได้มากกว่าสายงานอื่น

ในฐานะผู้เรียนแล้ว การเรียนการสอนตามแนวทางกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ทำให้มาตรฐานการเรียนเข้มข้นมากขึ้น ประกอบกับการสอนตามมาตรฐาน ICAO Doc.7192 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล หลังจากเรียนรู้วิธีการทำงาน และนำความรู้ที่ได้รับ รวมทั้งใช้ประสบการณ์จากการฝึกงานเก็บเป็นประสบการณ์ และนำไปสอบใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพช่างอากาศยานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)  ทำให้สามารถพัฒนาความรู้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปลงเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นวิศวกรในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบิน คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 38.27 ล้านล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาท แม้จะสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือละเลย กลับต้องเร่งพัฒนาทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยมีบริการและคุณภาพในระดับสากล เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติให้กลับมาเยือนไทยอีกครั้ง และเหตุนี้ทำให้ สาขาท่องเที่ยวและโรงแรม เป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ สกศ. ทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน ในการสร้างกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework : AQRF)

การดำเนินงานของ สกศ. คาดว่า ในปี พ.ศ. 2565 จะดำเนินงาน กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากนั้นจะได้เห็นภาพการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยที่เติบโตและก้าวทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน เนื่องจากกรอบคุณวุฒิแห่งชาติจะเป็นกลไกที่ช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถนำประสบการณ์ ทักษะความรู้ความสามารถมาสอบเทียบเคียงหรือเทียบโอนระหว่างคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพได้ โดยไม่จำกัดว่าจะเทียบเคียงได้แต่การศึกษาในระบบอีกต่อไป และสามารถช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ทำให้แรงงานไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ ทักษะที่มีอยู่ ไม่ว่าจะ Reskill (ปรับทักษะ) หรือ Upskill (เพิ่มทักษะ) ให้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกไปทำงานในต่างประเทศได้อีกด้วย