ผ่าสรรหา 3 บิ๊ก ‘สกสค.-คุรุสภา-องค์การค้าฯ’ กับสารพัด ‘ดีล’ ที่ปิดไม่ลง

4.06.19 | 15:58 น.

เป็นมหากาพย์เรื่องยาว สำหรับการสรรหา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เลขาธิการคุรุสภา และ ผู้อำนวยการองค์การค้า (อค.) ของ สกสค. ตัวจริง หลังเว้นว่างมานานกว่า 4 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กระทั่ง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) “ทิ้งทวน” สั่งเดินหน้าสรรหาทั้ง 3 ตำแหน่ง ก่อนลาออกไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ส่งไม้ต่อให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.สานต่อ

หลังปล่อยให้ลุ้นกันพักใหญ่ว่าการสรรหาฯ ครั้งนี้ จะต้อง “ล้มกระดาน” รอว่าที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใหม่ มาเดินเกมต่อหรือไม่ ในที่สุด นายสมคิดได้มอบให้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.นั่งแท่นประธานปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เคาะ “ตัวจริง” ทั้ง 3 ตำแหน่ง

ซึ่งผู้เข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.คือ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.และ นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ.

Advertisement

ส่วนผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คือ นายอดุลย์ บุสสา อดีตรองผู้อำนวยการองค์การค้าฯ และ นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าฯ

ขณะที่ผู้เข้าชิงเก้าอี้เลขาธิการคุรุสภา คือ นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา และ นายสุรพงษ์ จำจด อดีตผู้ตรวจราชการ ศธ.

เกิดความวุ่นวายตามคาด!!

โดยนายการุณนัดหมายประชุมเลือกทั้ง 3 บิ๊ก ในวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และตั้งใจเลือกให้จบในวันเดียว

ซึ่งอุณหภูมิในการเฟ้นบิ๊ก สกสค.และองค์การค้าฯ ได้เริ่มคุกรุ่นตั้งแต่ช่วงเช้า

แว่วว่า มีดีลนอกรอบ ก่อนเปิดลงคะแนนลับ เชิญกรรมการที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้อง

สุดท้าย คะแนนโหวตเลือกเลขาธิการ สกสค.เสมอที่ 4 ต่อ 4 นายการุณจึงใช้สิทธิประธานชี้ขาด เคาะเลือกนายณรงค์ เป็นเลขาธิการ สกสค.ด้วยคะแนน 5 ต่อ 4

ส่วนผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ที่ประชุมลงมติ 6 ต่อ 2 เลือกนายอดุลย์ แม้บรรยากาศจะไม่ร้อนแรงเท่าการเลือกเลขาธิการ สกสค.แต่มีเสียงลือกระฉ่อนว่า เกิดการประท้วงวุ่นไม่แพ้กัน!!

สำหรับการโหวตเลือกเลขาธิการคุรุสภานั้น ต้องล่มไม่เป็นท่า เพราะถูกร้องเรียนกระบวนการสรรหาตั้งแต่แรก จนนายสมคิดสั่งชะลอการสรรหาอย่างไม่มีกำหนด โดยให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตัวจริง เข้ามาเคลียร์เอง!!

หลังประชุมครบ 3 บอร์ด นายการุณถึงขั้นเดินกุมขมับออกจากห้อง พร้อมทั้งชิ่งหนี ชนิดสื่อชนิดวิ่งตามกันไม่ทัน ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่า ที่เล็ดลอดออกมาจากห้องประชุม ว่างานนี้อาจมีการ “ล็อกตัว” พวกเดียวกันเองไว้แล้ว

จากนั้นไม่ถึง 3 ชั่วโมงดี คำสั่งแต่งตั้งนายณรงค์ และนายอดุลย์ ซึ่งลงนามโดยนายการุณ ก็ถูกแชร์ว่อน และส่งต่อทางไลน์ทั่ว ศธ.ภายในเย็นวันเดียวกัน

อุณหภูมิที่ว่าร้อนอยู่แล้ว แต่งานนี้ร้อนแรงกว่าจนทำเอาปรอทแตก นายอรรถพล 1 ในผู้เข้าชิง ยื่นหนังสือถึงนายสมคิดแทบจะในทันที ขอให้เพิกถอนสั่งแต่งตั้ง รวมถึง เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองกลางให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน ทุเลาคำสั่งแต่งตั้งคำสั่งคณะกรรมการ สกสค.และเตรียมรวบรวมเอกสารเพิ่มเติม เพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบอีกแห่ง

เหตุผลสำคัญที่นายอรรถพลขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง เพราะเห็นว่ากระบวนการมิชอบด้วยกฎหมาย ขาดความโปร่งใส โดยนายการุณให้กรรมการลงคะแนนลับ ขณะที่ตัวนายการุณได้ใช้สิทธิลงคะแนนในฐานะรัฐมนตรี และให้ นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัด ศธ.ลงคะแนนในฐานะปลัด ศธ.แต่เมื่อได้คะแนน 4 ต่อ 4 เท่ากัน นายการุณจึงใช้สิทธิออกเสียงเพิ่มอีก 1 เสียง ให้แก่นายณรงค์ โดยไม่มีเหตุผลประกอบ เท่ากับว่าตัวปลัด ศธ.ใช้สิทธิลงคะแนนถึง 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ให้นายประเสริฐใช้สิทธิแทน และครั้งที่ 3 ใช้สิทธิออกเสียงโดยอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากรองนายกฯ

“การประชุม และการออกคำสั่งครั้งนี้ เป็นไปด้วยความลุกลี้ลุกลน และเร่งรัดจนเห็นได้ชัดถึงความผิดปกติ คือเร่งรีบออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ได้รับคัดเลือก จึงฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะนี้ถือว่าผมยังปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.อยู่ เพราะเป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.หากจะให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ” นายอรรถพล กล่าว

ร้อนถึงนายประเสริฐ ซึ่งเข้าร่วมลงคะแนนในนามปลัด ศธ.ตรงดิ่งไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงต่อนายสมคิดทันที

นำมาสู่คำสั่งชะลอทำสัญญาจ้างนายณรงค์ และนายอดุลย์ โดยนายสมคิดระบุข้อความในหนังสือคำสั่งแจ้งปลัด ศธ.ว่า “เนื่องจากผู้ร้องเรียนมีประเด็นสำคัญหลายข้อที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ จึงให้ยับยั้งการดำเนินการจนกว่าจะได้ข้อยุติ”

แม้จะมีคำสั่งให้ชะลอการแต่งตั้ง แต่ฝากนายการุณยืนยันว่ากระบวนการสรรหาฯ เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยนายสมคิดมีหนังสือมอบอำนาจให้ปลัด ศธ.ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สกสค., คณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯ และคณะกรรมการคุรุสภา อย่างเป็นทางการ

นายการุณจึงได้มอบให้นายประเสริฐเข้าประชุมแทนในฐานะปลัด ศธ.ซึ่งเป็นการมอบอำนาจตามกฎหมาย และตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ส่วนกรณีใช้สิทธิซ้ำซ้อนถึง 3 ครั้งนั้น นายการุณแจกแจงว่า พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 26 กำหนดไว้ว่า หากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียง เป็นเสียงชี้ขาด ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น การคัดเลือกเลขาธิการ สกสค.ที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน 4 ต่อ 4 ก็ถือเป็นอำนาจของประธานที่ประชุมในการออกคะแนนเสียงชี้ขาด ซึ่งตนก็ตัดสินใจเลือกนายณรงค์

“สาเหตุที่ผมใช้สิทธิในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เลือกนายณรงค์เป็นเลขาธิการ สกสค.นั้น ส่วนตัวผมคิดว่าทั้งนายณรงค์ และนายอรรถพล เหมาะสมทั้งคู่ แต่นายณรงค์มีประสบการณ์บริหารงานด้านการศึกษา มีความนิ่มนวล ประนีประนอม จึงมั่นใจว่าจะทำงานได้ดี เพราะคิดว่าจะประสานงานกับทุกฝ่ายได้ ยืนยันว่าไม่ได้เล่นพรรคเล่นพวก ส่วนผมกับนายอรรถพล ก็เป็นพี่น้องกัน ไม่มีปัญหา และเพื่อหาข้อยุติ จะทำหนังสือหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างนี้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ยังทำงานต่อไป จนกว่าจะมีการทำสัญญาจ้าง” นายการุณ กล่าว

ภายหลังนายการุณชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ด้านนายอรรถพลก็ดูเหมือนเสียงจะอ่อนๆ ลง โดยระบุว่าไม่ติดใจเรื่องการลงคะแนน 5 ต่อ 4 และไม่มีอคติกับนายการุณ หรือใครเป็นการส่วนตัว และแม้จะเป็นฝ่ายได้คะแนนมากกว่า ก็จะไม่รับตำแหน่ง และจะยื่นฟ้องอยู่ดี เพราะกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉะนั้น เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ !!

คนน่าสงสารที่สุด หนีไม่พ้นแม่พิมพ์กว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ ที่ต้องอยู่ภายใต้ความไม่มั่นคง ทั้งที่ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดูแลสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตครูทั้งประเทศ…

แต่กลับกลายเป็นแหล่งทำมาหากินของเหลือบไรในแวดวงการศึกษามานานหลายสิบปี จนทุกวันนี้ก็เชื่อว่า ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรม

ดังนั้น การหาคนเก่ง ดี มีคุณธรรม มานั่งกุมบังเหียน ทั้ง สกสค.และองค์การค้าฯ จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

งานนี้ คงต้องฝากความหวังไว้กับว่าที่เสมา 1 คนใหม่ ในการสะสางเรื่องนี้ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึง เลือกคนเก่ง คนดี และไม่โกงกิน เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของแม่พิมพ์จริงๆ