เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เตรียมประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เบื้องต้นเห็นตรงกันว่าควรให้โรงเรียนที่มีศักยภาพรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 เข้าเรียนด้วยวิธีการสอบ 100% โดยจะต้องทบทวนจำนวนโรงเรียนอัตราการแข่งขันสูง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 380 แห่งทั่วประเทศว่ายังคงมีศักยภาพเป็นโรงเรียนอัตราการแข่งขันสูงจริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กลดลง ทั้งนี้อาจกำหนดชื่ออื่น เช่น โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ รับด้วยวิธีการสอบ 100% นั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการพาการศึกษาไปสู่ระบบทุนนิยมเข้ามาครอบ มีคนที่ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว แต่เด็กส่วนใหญ่ยังต้องมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ออกกลางคัน ซึ่งตนพูดมาตลอดว่า นโยบายแบบท็อปดาวน์ที่สั่งการจากบนลงล่างในรูปแบบอำนาจนิยม มักจะไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง ควรรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คนใหม่ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย ซึ่งแม้กพฐ. จะอ้างว่า มีอำนาจโดยตรง แต่ก็เป็นเพียงอำนาจแฝง
“นโยบายการรับนักเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องมีความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่าทำไมกพฐ. ออกนโยบายมารายวันและแบบเร่งรีบ ซึ่งอยากให้ระวัง เพราะการใช้อำนาจทางการศึกษา จะทำให้ขาดความรอบคอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะตัดสินใจ แต่ควรเกิดจากการรวบรวมความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย จากผู้เกี่ยวข้อง และโดยมารยาทควรรอให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาด้วย ไม่ใช่ทำแบบเร่งรีบ” นายสมพงษ์กล่าว
นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่ต้องมีการทบทวนโรงเรียนในกลุ่มการแข่งขันสูงใหม่ หากต้องการให้โรงเรียนที่มีศักยภาพรับเด็กโดยวิธีการสอบ 100% ซึ่งเท่าที่ดูพบว่า โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มการแข่งขันสูง มีปัญหาในการรับเด็ก อาทิ เด็กล้น เพียง 100 กว่าแห่ง ซึ่งในส่วนของกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่ได้พูดคุยกันเรื่องนี้ รอดูความชัดเจนจากกพฐ.
“หากทำจริง ผมก็เห็นด้วย แต่ก็ต้องสำรวจข้อมูลเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น จำนวนการรับนักเรียนย้อนหลัง 3 ปี ขณะเดียวกันปัญหาเด็กล้น หรือโรงเรียนรับแด็กได้ไม่เต็มจำนวนยังมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นบางโรงเรียนลดจำนวนรับลง ทำให้เด็กล้น หรือบางแห่งขยายห้องเรียน ทำให้รับเด็กได้ไม่เต็มจำนวน” นายวิสิทธิ์ กล่าว

