ในช่วงหลังที่ผ่านมา ชื่อของ อุทยานราชภักดิ์ ได้รับการกล่าวขานถึงเสมอ ว่าเป็นแหล่งพักผ่อน และแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของคนไทยที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของกองทัพบก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้พื้นที่ก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 222 ไร่เศษ และเป็นที่ตั้งของพระบรมรูปหล่อขนาดใหญ่ของพระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ที่สังเกตได้แต่ไกล
การจัดสร้างอุทยานแห่งนี้ มีความแตกต่างไปจากอุทยานอื่น ในความหมายเดิมของอุทยานที่แปลว่า สวนอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ใช้เป็นที่พักผ่อน แต่เพราะอุทยานราชภักดิ์กลับเน้นที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ที่ตั้งอยู่พื้นเดียวกัน มีฉากหลังเป็นทิวเขาแทน อุทยานแห่งนี้จึงมิใช่อุทยานเพื่อการพักผ่อนเพลิดเพลินในความหมายเดิมเสียแล้ว
หากพิจารณาวัตถุประสงค์ในการสร้างอุทยานก็จะชัดเจนขึ้น คือ ประการแรก เพื่อเป็นการเทิดทูน และประกาศเกียรติคุณ สมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ทรงสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ อันนำมาสู่ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นปึกแผ่นของชาติไทยตราบจนทุกวันนี้
ประการที่สอง เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับกระทำพิธีที่สำคัญของกองทัพบก และรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ ในโอกาสที่มาเยือนกองทัพบกอย่างเป็นทางการ
ประการที่สาม เพื่อใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สำหรับให้กำลังพล และครอบครัวของกองทัพบก รวมถึง นักเรียนทหาร ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ได้เข้ามาทัศนศึกษา และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย
ก็จะเห็นว่าอุทยานแห่งนี้สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ และเน้นไปที่การสร้างจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ การปลูกฝังความสามัคคี ฯลฯ สำหรับผู้คนที่เข้ามา “ทัศนศึกษา” และ “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย” ซึ่งโดยนัยนี้ ก็หมายถึงกลุ่มครู และนักเรียน ที่ต้องศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้เขียนช่วยงานอบรมด้านประวัติศาสตร์ให้กับครูอาจารย์ นักเรียน และบุคลากรภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาหลายครั้งพอสมควร เห็นประเด็นที่จำเป็นต้องแสดงทรรศนะว่า เมื่อมีอุทยานที่มีขนาดใหญ่โต และสร้างด้วยงบประมาณมากเช่นนี้ ก็ไม่ควรให้ครูอาจารย์พานักเรียนไป เพียงเพื่อถ่ายภาพความยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่สมควรใช้อุทยานราชภักดิ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์พร้อมกันด้วย
ประเด็นแรก คือ ก่อนที่ครูจะพานักเรียนออกพื้นที่นั้น ต้องศึกษาร่วมกันในห้องเรียนก่อนว่าจะไปเพื่ออะไร และมีเนื้อหาของบทเรียนตอนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับอุทยานราชภักดิ์ ในเนื้อหาของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เน้นที่ประวัติศาสตร์ไทยสมัยสุโขทัย – รัตนโกสินทร์อยู่แล้ว ดังนั้น ครูอาจให้นักเรียนร่วมตั้งคำถามในสิ่งที่อยากรู้ล่วงหน้า หรือหาคำตอบได้
นอกเหนือไปจากนั้น คือครูต้องเข้าใจ และมีข้อมูลที่ตั้งของอุทยานราชภักดิ์มากพอสมควร ข้อมูลนี้ไม่ใช้เฉพาะแค่ข้อมูลของอุทยาน แต่หมายถึงที่ตั้งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าสัมพันธ์อย่างไรกับบริบทอื่น เช่น เส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทย หรือเมืองประจวบคีรีขันธ์สำคัญอย่างไร
ก่อนเดินทางไปอุทยานนั้น ครูต้องมีใบกิจกรรม และใบเสริมความรู้ต่างๆ บ้าง ในเมื่อเนื้อหาหลักที่อุทยานฯ ตั้งใจนำเสนอ คือเรื่องราวพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ 7 พระองค์ ได้แก่พ่อขุนรามคำแหง (สมัยกรุงสุโขทัย) สมเด็จพระนเรศวร (สมัยกรุงศรีอยุธยา) สมเด็จพระนารายณ์ (สมัยกรุงศรีอยุธยา) สมเด็จพระเจ้าตากสิน (สมัยกรุงธนบุรี) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ครูจึงอาจตั้งคำถามทั้งง่าย และยากขึ้นตามช่วงชั้น ให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และอาจถามถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ได้ทรงสร้างสรรค์ไว้
เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ ครูต้องใช้พื้นที่ในอุทยานฯ ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ ต้องให้นักเรียนรู้จักภูมิศาสตร์ และทิศที่ตั้งก่อนจะให้เรียนรู้ ภูมิศาสตร์ของอุทยานนั้น มีทิวเขาเป็นฉากหลัง เบื้องหน้าคือทะเลสำคัญของประเทศ จากนั้นจึงจะให้นักเรียนได้ศึกษาพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล โดยเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่บรรยายมาก่อนในชั้นเรียน และครูต้องมีใบงานให้นักเรียนได้ค้นหาคำตอบ ซึ่งหากครูมีโอกาสมาที่อุทยานก่อนก็จะเป็นการดียิ่ง
ในบริเวณอุทยานฯ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ ครูอาจใช้เวลาไม่นานในการบรรยายสรุปถึงกิจกรรม และใบงาน (ซึ่งควรเป็นคำถามเชิงคิดวิเคราะห์) แล้วจะปล่อยนักเรียนไปค้นหาคำตอบเองก็ได้ หรือจะจัดแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมอื่นก็แล้วแต่ครู
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เป็นเจ้าของอุทยานฯ ก็ควรมีข้อมูลที่สอดรับกับเนื้อหาที่ครู และนักเรียนต้องเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ อาจมีหนังสือเนื้อหาหลายระดับ คือ สำหรับประชาชนทั่วไป และคู่มือสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ โดยผสานเนื้อหาของพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล แล้วเชื่อมโยงให้เห็นการก่อร่างสร้างเมือง จากพัฒนาการของเมืองจากสุโขทัย (หรือก่อนหน้านั้น) มาจนกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วขยายประเด็นอื่นๆ ได้อีกมาก
ข้อเสนอแนะอย่างสังเขปนี้ อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะทำให้อุทยานราชภักดิ์ มีความหมายมากกว่าที่ประดิษฐานพระบรมรูปขนาดใหญ่ก็เป็นได้

