‘มศว’ ผนึก ‘มก.-มศก.-มรภ.นครปฐม’ ถก ‘สร้างธุรกิจแนวใหม่-พลังกิจการ’ เพื่อสังคมยั่งยืน

21.06.19 | 15:48 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่อาคารนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรินทรวิโรฒ (มศว) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสังคมศาสตร์ มศว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครปฐม ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 มีนายสมชาย สันติสัฒนกุล อธิการบดี มศว ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน อาจารย์ บุคคลากรการศึกษา นักวิจัย นิสิต และนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 500 คน

นายสมชาย กล่าวในพิธีเปิดว่า มศว มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการและวิจัย และมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คณะสังคมศาสตร์ มศว ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว และได้สร้างเครือข่ายทางวิชาการและความร่วมมือ กับ 3 มหาวิทยาลัย การประชุมวิชาการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและการวิจัยเท่านั้น ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานทั้ง 4 แห่ง ตนหวังว่าผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะได้รับความรู้ มุมมองอันมีค่าที่วิทยากรจะมาถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้

ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวตอนหนึ่งบรรยายพิเศษเรื่อง “การสร้างแนวทางธุรกิจใหม่ เพื่อธุรกิจเพื่อสังคม” ว่า รูปแบบการทำธุรกิจสมัยก่อนส่วนมากเป็นธุรกิจใช้แล้วทิ้ง ต่อมาได้พัฒนาเป็นการทำธุรกิจที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทพัฒนาธุรกิจที่สามารถนำทุกอย่างมารีไซเคิลได้ แต่ปัญหาที่พบในการทำธุรกิจที่ผ่านมาคือการใช้ และการทำลาย เช่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ ซึ่งในอนาคต 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ล้านคน แสดงว่าในอนาคตประชาชนต้องการอาหาร ต้องการพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น หากเทียบความต้องการพื้นที่เพาะปลูกในอนาคตนั้น จะเท่ากับพื้นที่ของประเทศอินเดีย 2 ประเทศรวมกัน ซึ่งอาจจะมีการรุกป่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การจัดการธุรกิจในปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้าต้องเป็นการจัดธุรกิจแบบใหม่ที่มีส่วนช่วย และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

“ในอนาคต ไม่ว่าจะออกไปทำธุรกิจอะไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ และอยากให้ทุกคนรับรู้ และตระหนัก คือในโลกปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทย มีความห่างอยู่ 3 ห่างด้วยกัน คือความห่างในเรื่องของรายได้ระหว่างคนมีกับคนไม่มี ความห่างในเรื่องการใช้ทรัพยากร ระหว่างการใช้ และการอนุรักษ์ และห่างสุดท้ายที่ผมคิดว่าน่ากลัวที่สุดคือ ความห่างในเรื่องของศีลธรรม ถ้าเกิดมองโลกปัจจุบันในโซเซียลมีเดีย จะพบทั้ง 3 ตัวนี้ ถูกตอกย้ำให้เห็นจนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่ควรจะต้องทำ ดังนั้น โจทย์ของทุกคนคือถ้าต้องการออกไปทำอะไรสักอย่าง ต้องมองอย่างจริงจังว่าโลกนี้มีโลกเดียว หาใหม่ไม่ได้ สิ่งที่เป็นอยู่ที่วันนี้ เป็นวิถีขาลง ที่ทำให้โลกเราอยู่ต่อไม่ได้ แล้วคนที่จะเดือดร้อนคือลูกหลานของเรา ถ้าไม่ห่วงตัวเองขอให้ห่วงลูกหลาน และเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตัวเราเองก่อน การอยู่อย่างยั่งยืนมีหลายวิธีมาก แต่จะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มการเปลี่ยนแปลง และเสียงทุกคนในฐานะผู้บริโภคนั้น ดังมาก ถ้ารวมตัวกัน ต้องการจะเปลี่ยนแปลง บริษัท หรือผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนตามเสียงของผู้บริโภค” ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าว

Advertisement

นพ.เฉลิมชัย กล่าวตอนหนึ่งในบรรยายพิเศษเรื่อง “พลังกิจการเพื่อสังคม สร้างความดีอย่างยั่งยืนต่อสังคม” ว่า มนุษย์ปัจจุบัน (Homo Sapiens) มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี ซึ่งการพัฒนาสิ่งเหล่านี้มีขึ้นได้ เพราะมนุษย์มีจินตนาการ ปัจจุบันมนุษย์มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ตนมองว่าในอนาคตมนุษย์จะต้องออกแบบระบบที่ชาญฉลาดสำหรับการอยู่รอด เพราะมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เมื่ออยู่ร่วมกันจะมีความคิดเห็น ความต้องการที่หลากหลาย เมื่อมีความหลากหลายจึงขัดแย้งกัน ควรจะออกแบบระบบของมนุษยชาติ เพื่อให้เกิดโลก และสังคมที่มีคุณภาพ แต่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประชากรที่มีจำนวนมาก ทรัพยากร ความรู้ ทัศนคติ และเวลาที่มีจำกัด

“การออกแบบระบบของมนุษย์เพื่อหวังว่าจะได้โลก และสังคมคุณภาพ ได้พลเมืองคุณภาพ ดี เก่ง มีความสุข สำนึกในส่วนรวม และสำนึกในหน้าที่ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญ โดยระบบของมนุษย์ หรือรัฐจะให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน แต่ประชาชนแต่ละคน หรือปัจเจกบุคคลต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย เมื่อประชาชนคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม รัฐ หรือระบบจะจัดสรรประโยชน์ส่วนตนให้กับประชาชน แล้วประชาชนอย่างเราจะมีส่วนสนับสนุนพัฒนาระบบ พัฒนาประเทศอย่างไร หรือช่วยแก้ไขปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ดังนั้น ให้เริ่มจากงานเล็กๆ กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำในชีวิตประจำวัน หรือการทำกิจการเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

นายมีชัย กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษ “กรณีศึกษา ธุรกิจเพื่อสังคมดำรงความยั่งยืน” ว่า คนไทยเชื่อมาตลอดว่าการบริการ และการขจัดความเหลื่อมล้ำ รวมถึง การลดความยากจนนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐบาล ทุกสมัย มักจะประกาศมาตลอดว่า จะจัดบริการต่างๆ ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และประชาชนก็เชื่อ แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่ารัฐไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ หรือทั่วถึง ซึ่งในอดีตมีผู้ที่มีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือลดปัญหาสังคม โดยจัดตั้งมูลนิธิ หรือสมาคม และพึ่งพาเงินบริจาคของบุคคล และองค์กรต่างๆ และดำเนินการในลักษณะสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากระบบสังคมสงเคราะห์ที่ใช้ ไม่ก่อให้เกิดทักษะใหม่ๆ ไม่เสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพาะนิสัยในการขอ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และในไม่ช้าจะพบว่าแหล่งเงินทุนไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน ส่งผลให้หลายหน่วยงานลดปริมาณ หรือคุณภาพของงาน และต้องหาแหล่งทุนใหม่ ด้วยความยากลำบาก ขอแนะนำรูปแบบการช่วยเหลือสังคม ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินงานในรูปแบบสมาคม หรือมูลนิธิ เป็นการทำงานในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และกิจการเพื่อสังคม

“ขอยกตัวอย่างสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ที่ช่วยแก้ปัญหาลดอัตราการเกิดในประชากรไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 ด้วยวิธีการ Social Enterprise เนื่องจาก พ.ศ.2517 มีประชากรเกิดเป็นจำนวนมาก อัตราการเพิ่มประชากร 3.3% ต่อไป โดยใช้วิธีจัดกิจกรรมให้ความรู้ประชาชน และให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมคุมกำเนิด เช่น แนะนำการใช้ถุงยาง การใช้ยาคุม ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจนสามารถเปลี่ยนทัศนคติได้ สมาคมไม่ได้เข้าช่วยโดยการให้เปล่า แต่เป็นขายอุปกรณ์คุมกำเนิดที่ราคาถูกกว่าตลาด 75% เพราะต้องการเน้นความยั่งยืนของงานแทนผลกำไร ซึ่งสมาคมประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานี้ ระหว่าปี พ.ศ. 2517-2558 อัตราการเพิ่มของประจากรจาก 3.3% เหลือ 0.4% เท่านั้น ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ขยายผลไปแก้ไขปัญหาอื่น เช่น แก้ไขปัญหาโรคเอดส์ในปี พ.ศ.2534-2545 หลังจากนั้นทางสมาคมฯ กลายเป็นบริษัทจดทะเบียน เป็นบริษัทพัฒนาประชากรจำกัด และนำผลกำไรที่ได้มาเป็นทุนสำรอง เป็นทุนขยายธุรกิจ และสนับสนุนกิจกรรมสารณประโยชย์” นายมีชัย กล่าว