เอกชนโอด น.ร.อนุบาลหาย 2 หมื่น เหตุร ร.ร.สพฐ.รับตัดหน้า ผอ.เทคโนฯ ยอมรับ ‘อาชีวะเอกชน’ อยู่จุดต่ำสุด

24.06.19 | 11:34 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ เปิดเผยกรณีนายอดิศร สินประสงค์ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) ระบุว่ากลุ่มสถานศึกษาอาชีวะเอกชนได้หารือร่วมกัน เพราะภายหลังย้ายมาอยู่ภายใต้สังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พบปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน จึงเรียกประชุมวิสามัญ และมีมติว่าจะให้เวลารัฐบาลอีก 3 เดือน เพื่อพัฒนาอาชีวะเอกชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยจะรวมตัวกันขอพบรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมครั้งนั้นได้หารือ 2 ประเด็น คือ ต้องการให้เวลา สอศ.หรืออยากกลับไปอยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพราะปัญหาที่สถานศึกษาอาชีวะเอกชนทุกแห่งพบเจอเหมือนกันหมด คือสถานศึกษาอาชีวะรัฐมองป็นคู่แข่ง ที่ผ่านมาพบสถานศึกษาอาชีวะรัฐเปิดรับนักเรียน นักศึกษาไม่อั้น ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน

นายอนุพงค์กล่าวต่อว่า ช่วงแรกที่สถานศึกษาอาชีวะเอกชนมาอยู่ใต้สังกัด สอศ.ทาง สอศ.รับปากจะช่วยผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.สถานศึกษาอาชีวะเอกชน เพื่อให้มีกฎหมายเป็นของตนเอง จนล่วงเลยมา 3 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตนอยากให้สถานศึกษาอาชีวะรัฐ และเอกชนเท่าเทียมกัน อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน คาดหวังให้ สอศ.ปฏิบัติระหว่างรัฐ และเอกชนให้เท่าเทียมกัน ส่งเสริมให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนมีกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้

“ภาพรวมขณะนี้ เรียกได้ว่าอาชีวะเอกชนอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดของการศึกษาเอกชนทั้งระบบ แม้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ตั้งใจรับฟัง และแก้ไขปัญหา แต่เมื่อจำนวนเด็กลดลง อาชีวะรัฐเองต้องอยู่ให้ได้ โดยพยายามเปิดรับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการเงินอุดหนุนรายหัว แม้ สอศ.ต้องการให้อาชีวะรัฐเปิดสอนในสาขาที่ขาดแคลน สาขาที่ประเทศต้องการ แต่ไม่สามารถเปิดสอนสาขาเหล่านี้ได้ เพราะสาขาเหล่านี้ยากต่อการจูงใจนักศึกษาเข้าเรียน จึงกลายเป็นมุ่งขยายจำนวนรับในสาขาทั่วไปแทน ดังนั้น อาชีวะเอกชน จะเจอปัญหาหนักขึ้นทุกปี ตราบใดที่อาชีวะรัฐรับเพิ่มขึ้น อาชีวะเอกชนจะไม่มีทางต่อสู้ได้ แต่หากอาชีวะเอกชนยังอยู่ภายใต้ สช.ผมมองว่าจะมีแนวทางเติบโตมากกว่านี้ เพราะ สช.เข้าใจปัญหา และเข้าใจการจัดการศึกษาเอกชนมากกว่า” นายอนุพงค์ กล่าว

นายอนุพงค์กล่าวต่อว่า ส่วนการขึ้นเงินเดือนครูสถานศึกษาอาชีวะเอกชนเช่นกัน ซึ่งไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเป็นเวลานานแล้ว อาจจะปรับขึ้นบ้างตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่เมื่อปฎิบัติจริง สอศ.ไม่ได้สนับสนุนงบประมาณส่วนนี้มา เนื่องจากสำนักงบประมาณไม่อนุมัติงบ ทำให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนต้องหาเงินเพื่อจ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้แทน ซึ่งครูบางส่วนก็เข้าใจ บางส่วนไม่เข้าใจ และมีไม่น้อยที่ลาออกไปสอบบรรจุ หรือไปสอนที่อื่นแทน

นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) กล่าวว่า การรับนักเรียนในปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านมา โรงเรียนเอกชนสังกัด สช.พบข้อมูลว่าจำนวนรับนักเรียนอนุบาลลดลงกว่า 20,000 คนทั้งประเทศ เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดลดลง และนโยบายการรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 (3 ขวบ) ที่พบปัญหาคือโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บางแห่ง ยังเปิดรับเด็กอนุบาล 3 ขวบเข้าเรียน แม้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีนโยบายให้ สพฐ.ห้ามรับนักเรียนอนุบาล 3 ขวบ โดยให้โรงเรียนสังกัด สช.และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้รับ แต่หากพื้นที่ไหนไม่มีโรงเรียนของ สช.และ อปท.จึงให้โรงเรียนสังกัด สพฐ.เปิดรับได้ แต่นโยบายดังกล่าวออกมาช้าเกินไป เพราะโรงเรียน สพฐ.บางแห่งเปิดรับนักเรียนอนุบาล 3 ขวบไปแล้ว

Advertisement

“เมื่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่เข้ามา ผมอยากให้แก้ไขปัญหาการรับนักเรียนอนุบาล 3 ขวบ พร้อมกับแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของนักเรียน และพัฒนาครูให้เท่าเทียมกับรัฐ” นายศุภเสฏฐ์ กล่าว

นายศุภเสฏฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนในปีการศึกษา 2563 ทราบว่า สพฐ.จะกระจายอำนาจการรับนักเรียนให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้รับผิดชอบ ตนเห็นด้วยอย่างมาก เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหา และมีความต้องการไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม หากกระจายอำนาจให้พื้นที่ ตนขอให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น มีบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ อยากให้ สพฐ.เปิดรับผู้แทนจาก สช.หรือผู้แทนจากภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมออกความคิดเห็นเรื่องการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2563 ด้วย เพราะที่ผ่านมา ภาคเอกชนไม่มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเลย เพื่อให้ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหา และความคิดบ้าง