มรภ.จ่อลดที่นั่งหลังยอดน.ศ.ลด10% ‘เอกชน’ โอดเกณฑ์กยศ.ทำเด็กหลุดระบบ

25.06.19 | 16:50 น.

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายเรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)อุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยตัวเลขการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ประจำปีการศึกษา 2562 ซึ่งพบว่าจำนวนผู้สมัครน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยเปิดรับ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการรับสมัครทีแคสทั้ง 5 รอบ พบว่ายังมีที่นั่งเหลือมากกว่า 2 แสนที่นั่งนั้น ในส่วนของกลุ่มทปอ.มรภ. รับนักศึกษาเข้าเรียนได้น้อยลงกว่า 10% ลดลงต่อเนื่องใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องมาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร เบื้องต้นในส่วนของมรภ. คงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนนักศึกษา แต่จะต้องปรับบทบาทไปเน้นเรื่องการทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่นให้เกิดผลกับชุมชนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าผลิตครูใหม่ที่มีคุณภาพ และพัฒนาครูที่มีอยู่เดิมให้มีความรู้ความสามารถที่ทันสมัย

นายเรืองเดช กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปีนี้มีเด็กสมัครเข้าเรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์น้อยลง อาจเพราะที่ผ่านมาแต่ละมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้าเรียนครูจำนวนมาก ทำให้อัตราการแข่งขันเพื่อสอบเป็นครูค่อนข้างสูง เด็กจึงเลือกเรียนสาขาวิชาชีพอื่นแทน ซึ่งในส่วนของมรภ.เองหลายแห่งพยายามลดจำนวนรับนักศึกษาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ลง เพราะแม้อัตราเกษียณอายุราชการแต่ละปีจะเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่าอัตราการเกิดลดลงทุกปี ขณะที่อนาคตอาจมีการควบรวมโรงเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ซึ่งการลดจำนวนรับนี้ไม่ใช่เฉพาะในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เท่านั้น แต่รวมถึงสาขาอื่นๆ ที่มีจำนวนเด็กลดลงด้วย ที่ต้องเร่งปรับตัวยอมรับว่า ขณะนี้การรับเด็กเข้าเรียนในแต่ละปีไม่สามารถพยากรณ์ได้เช่นเดิม ซึ่งกลุ่มมรภ.เองยังยืนยันที่จะเข้าร่วมรับเด็กในระบบทีแคสกับทปอ. เพราะมีช่องทางให้เปิดรับค่อนข้างมาก ทั้งระบบโควตาและรับตรงอิสระ

นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมรภ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในส่วนของมรภ.นครราชสีมา จำนวนเด็กลดลงเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังไป 5 ปีจะถือว่าลดลง 10% ขณะที่จำนวนผู้สมัครเข้าเรียนคณะครุศาสตร์ ยังมีมากเช่นเดิม แต่มหาวิทยาลัยไม่สามารถรับได้ทุกคน เพราะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนด แนวทางแก้ปัญหา ภาพรวมต้องปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย มาเป็นคนวัยทำงาน และนักศึกษาต่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะจีนตอนใต้ให้มากขึ้น รวมถึงปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน โดยเรียนในห้องส่วนหนึ่ง และสามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้อีกส่วนหนึ่ง เพิ่มหลักสูตรระยะสั้น ขณะที่อาจารย์ก็ต้องเพิ่มบทบาททำภารกิจอื่นที่นอกเหนือการสอน เช่น การทำวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

นายวัลลภ สุวรรณดี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) กล่าวว่า คิดว่าจำนวนเด็กเข้าเรียนลดลงทุกมหาวิทยาลัย สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทำคือ ปรับการเรียนการสอน ให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานประกอบการ โดยหลักสูตรต้องมีความคล่องตัว เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ นอกจากนี้กระบวนการเรียนการสอนก็ต้องนำเทคโนโลยี และสิ่งที่มีประโยชน์มาช่วยฝึกทักษะให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนหลักสูตรที่ไม่นิยม และมีเด็กเข้าเรียนน้อยลงนั้น ส่วนตัวคิดว่า คงไม่ใช่การปิดหลักสูตร แต่เป็นการปรับปรุงให้ทันสมัยตรงกับความต้องการ เช่น สาขาการตลาด ไม่ใช่สอนแค่วิชาการตลาด อาจต้องปรับการสอนเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ หรือระบบออนไลน์มากขึ้น

“ปัญหาความยากจนยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้นรัฐอาจจะต้องเข้ามาช่วยดู โดยเฉพาะกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และ กองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ซึ่งหลักเกณฑ์การให้กู้มีความเปลี่ยนแปลง แคบลง เน้นเฉพาะสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศมากขึ้น ทั้งที่ควรเปิดกว้างให้โอกาสทางการศึกษามากกว่านี้” นายวัลลภ กล่าว

Advertisement