‘จดหมายลาครู’ สู่งานศิลป์ สะท้อนชีวิตจริง น.ร.หลุดการศึกษา
“กระผม ด.ช.อาทิตย์ มืดคุ้ม นักเรียน ป.6 โรงเรียนบ้านใหม่ปฏิรูป ขออนุญาตลาคุณครูเป็นเวลา 1 ปี เพื่อช่วยยายเลี้ยงน้องๆ เพราะยายต้องไปเก็บของเก่า ผมจึงต้องลาโรงเรียนครับ”
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จดหมายลาครูฉบับนี้ เป็นกระแสโด่งดังมากในโลกโซเชียล และสิ่งที่ควบคู่ของความฮือฮา คือ การตั้งคำถามจากสังคมว่า เพราะเหตุใดเด็กน้อยผู้นี้ถึงมีความจำเป็นต้องลาโรงเรียนถึง 1 ปี ทั้งที่ใกล้จบการศึกษาแล้ว
ด.ช.อาทิตย์ มืดคุ้ม หรือ น้องอาร์ม อายุ 12 ปี โรงเรียนบ้านใหม่ปฏิรูป อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของจดหมายลาครู ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกันไม่นาน แม่ของน้องอาร์ม ได้ย้ายไปทำงานในตัวจังหวัดที่ห่างไกลออกไปกว่า 130 กิโลเมตร ส่วนพ่อได้ย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น ตน และน้องๆ อีก 4 คนจึงได้อาศัยอยู่กับตาและยาย ที่มีอาชีพเก็บของเก่าขาย ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อเกิดปัญหาในครอบครัวขึ้น ตนเป็นพี่คนโตจึงตัดสินใจเขียนจดหมายลาครูเป็นเวลา 1 ปี เพื่อมาดูแลน้องๆ และออกไปหารายได้เสริมมาช่วยจุนเจือครอบครัว เมื่อความฝันอยากเป็นทหาร สวนทางกับหน้าที่ของพี่คนโต จึงตัดสินใจเขียนจดหมายลาครูดังกล่าว

ไม่ใช่แค่ “น้องอาร์ม” ยังมี ด.ช.พงษ์ศกร อาสาพิทักษ์ไพร หรือ น้องแดง อายุ 13 ปี โรงเรียนบ้านนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้เขียนจดหมายลาครูเพื่อไปช่วยแม่เก็บผลลำไย โดยเล่าว่า หลังจากที่พ่อเสียชีวิต พี่คนโตได้เดินทางไปรับจ้างต่างถิ่น ส่วนตนอาศัยอยู่กับแม่เพียง 2 คน โดยแม่มีรายได้หลักมาจากการทำการเกษตร ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว สำหรับการเดินทางไปโรงเรียน ตนต้องเดินข้ามเขาหลายลูก ใช้เวลาเดินเท้ากว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปเรียน เมื่อถึงฤดูเก็บผลลำไยแม่บอกว่าถ้าตนไปเรียน ก็ไม่มีใครช่วยแม่ ด้วยความสงสารแม่ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายลาครูเพื่อพักการเรียนในฤดูดังกล่าว โดยฝากจดหมายไปกับเพื่อน เพื่อลาครู

ด้าน ครูบอย หรือ นายนพรัตน์ เจริญผล ครูโรงเรียนบ้านนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า เมื่อน้องแดงหายไปจากชั้นเรียนกว่า 1 สัปดาห์ ตนได้ออกตามหาน้องแดงเพื่อถามสาเหตุของการหยุดเรียน เมื่อตามเจอก็ได้รับคำตอบจากน้องแดงว่า “การเดินทางไปเรียนลำบาก พ่อผมก็เพิ่งเสีย ผมต้องช่วยแม่หาเงินมาซื้อกับข้าว” ครั้งแรกที่ตามน้องแดง ยังไม่กลับมาเรียน ครูบอยจึงหาวิธีต่างๆ เพื่อดึงน้องแดงให้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาให้ได้ หลังจากตามน้องแดงกลับมาเรียนได้แล้ว น้องแดงได้ให้สัญญาว่าจะเรียนจนจบชั้น ม.6 เพื่อสานฝันการเป็นนักฟุตบอล
เมื่อความฝันของเด็กๆ กำลังถูกผลักออกไป ใครกันเล่าที่จะช่วยเติมเต็มให้น้องๆ ได้ ทำอย่างไรถึงจะดึงน้องกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด กลุ่ม Street ART จึงเกิดแนวคิดสร้างศิลปะบนกำแพง เพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กยากจน โดยได้แรงบันดาลใจจาก “จดหมายลาครูฉบับจริง” ของเด็กนักเรียนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาเด็กยากจนทำไมลาหยุดเรียน และสะกิดสังคมร่วมช่วยเหลือเด็กไม่หลุดนอกระบบการศึกษา ผ่านงานศิลปะใน 7 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ สะพานหัวช้าง, เจริญกรุง 32, สาธุประดิษฐ์ 52, หน้าห้างแฟรี่พลาซ่า จ.ขอนแก่น, กาดหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ลัดดาแลนด์ และตรงข้ามห้างเซ็นทรัลภูเก็ต เพื่อสื่อให้สังคมเห็นถึงปัญหาของเด็กด้อยโอกาสที่ยังมีอยู่จริง และทุกภาคส่วนในสังคมควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กๆ กลุ่มนี้
นายอำนาจ อุ่นใจ เครือข่ายศิลปิน Street Art บอกว่า ไม่เคยเห็นเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน รู้สึกสะกิดใจจนทำให้อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ เพราะคิดว่าอย่างน้อยงานศิลปะบนกำแพงจะเป็นสื่อกลางช่วยเป็นกระบอกเสียง สื่อให้สังคมเข้าใจง่ายขึ้น ศิลปะเป็นการสื่อสารที่เข้าใจง่ายที่สุด เพียงแค่มองเห็น ก็สามารถตีความได้ เรามาช่วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเงิน แค่เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเด็กเหล่านี้ก็พอ
ล่าสุด กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านโครงการรณรงค์ “จดหมายลาครู” ความร่วมมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืนเด็กๆ กลุ่มเสี่ยง หลุดออกนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่โรงเรียน
นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักเรียนมากกว่า 2 ล้านคน ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีปัญหาความยากจนและมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยอุปสรรคสำคัญ อาทิ ความห่างไกลของสถานศึกษา หรือมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานแบ่งเบาภาระครอบครัว เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กสศ.ได้ขยายความร่วมมือกับ 3 องค์กร ในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขสำหรับนักเรียนทุนเสมอภาค คาดว่าปีนี้จะมีนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดกรอง เพิ่มขึ้นจากเดิม 510,000 คน ในปีการศึกษาที่ผ่านมา เป็นประมาณ 800,000 คน แม้เงินกองทุนอาจไม่เพียงพอสำหรับเด็ก 2 ล้านคน แต่อย่างน้อยเราสามารถช่วยเพิ่มรายได้ครอบครัวของเด็กกลุ่มดังกล่าว ได้ถึงครอบครัวละ 15% เงินอุดหนุนดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องรอง ประเด็นหลักของโครงการคือ การช่วยให้ครูเข้าใจปัญหาของลูกศิษย์มากขึ้น ครูคือด่านแรกที่จะช่วยลูกศิษย์ได้
“ยังมีเด็กที่ไม่สามารถเรียนจนจบการศึกษาอีกหลายคน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือสร้างความเสมอภาคให้เด็ก ส่วนวิธีช่วยเหลือให้ครอบคลุม คือต้องหาฐานข้อมูลของเด็กเหล่านั้นให้เจอ เชื่อว่าสังคมอยากช่วยเหลือ แต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ดังนั้นการสร้างฐานข้อมูลเด็กเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก” นพ.สุภกรกล่าว
โครงการรณรงค์ “จดหมายลาครู” ทำให้ครูหลายคนตามเด็กกลับมาเรียนได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีเด็กอีกหลายคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะความยากจน ดังนั้นประชาชนที่พบเห็นเรื่องราวลักษณะดังกล่าว สามารถสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้ โดยแจ้งไปยังโรงเรียนหรือเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงสายด่วน กสศ. 0-2079-5475 กด 1


