เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กรณีมีโผรายชื่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 สมัยที่ 2 โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หากเป็นไปตามโผรายชื่อล่าสุด คาดว่านายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ., นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่า ภาพรวมของว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 รายนี้ พอรับได้ เพราะทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งดีกว่าการมาจากรัฐประหาร และว่าที่รัฐมนตรีแต่ละรายนั้น ถือเป็นตัวแทนที่มาจากภาคส่วนที่แตกต่างกัน อย่างนายณัฎฐพลเป็นตัวแทนจากภาคเอกชน นางกนกวรรณเป็นตัวแทนจากภาคท้องถิ่น คุณหญิงกัลยาเป็นตัวแทนจากภาควิทยาศาสตร์ และนายสุวิทย์เป็นตัวแทนจากภาคนวัตกรรม
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ภาพรวมของว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 รายนั้น ให้ 5.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เพราะมองว่าทั้ง 4 ราย ยังไม่มีความเด่นมากเท่าที่ควร เพราะมาจากแต่ละพรรคการเมือง มีนโยบายการศึกษาที่ต่างกัน จึงยังไม่เห็นทิศทางการศึกษาของประเทศว่าจะไปในทิศทางใด เชื่อว่าต่อไปการศึกษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น จะกลายเป็นว่าการศึกษาจะมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น
“ถ้ามองในแง่ดี ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ หากว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ทำงานร่วมกัน มีความชัดเจนในการดำเนินงาน การศึกษาไทยจะดีขึ้น แต่ถ้าต่างคนต่างทำ ไม่เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก การศึกษาจะเหมือนที่ผ่านมา คือเสียเวลาไป 5 ปี เหมือนเดิม” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า เห็นว่าว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 ราย ควรเปิดกว้างในเรื่องการเรียนรู้ประชาธิปไตย และการตื่นตัวเรื่องสิทธิของตนเอง ที่ขณะนี้มีมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ควรจะเปิดใจ และเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น โดยให้นักเรียนแสดงออกทางความคิด รวมทั้ง การแก้ไขปัญหาการทุจริตต่างๆ ที่ยอมรับว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ดำเนินการปราบปรามทุจริตดีแล้ว ควรจะสานต่อประเด็นนี้
“อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ อว.ผมกังวลอยู่มาก เพราะขณะนี้ทิศทางการอุดมศึกษาของประเทศไม่สมดุล ตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมมากเกินไป ด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ กลับถูกลงบทบาทลด เท่าที่ผมสัมผัสมาก ความไม่สมดุลนี้มีมากถึง 70% ต่อ 30% ที่ 70% เอียงไปด้านอุตสาหกรรม ในขณะที่ 30% อยู่ด้านสังคมศาสตร์ มนุยษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ผมไม่ปฏิเสธว่าวิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นต่อประเทศ แต่การพัฒนาต่างๆ ควรให้สมดุลกันทั้งหมด หากเอื้อให้ฝั่งใดมากเกินไปอาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำได้” นายสมพงษ์ กล่าว

