นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ) เปิดเผยว่า สนพ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากคณะสงฆ์อนัมนิกายและจีนนิกายที่อยู่ในประเทศไทย แสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับประชามติ) พ.ศ.2559 มาตรา 67 หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ ที่ระบุว่า ?รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจ และปัญญา…? เพราะถ้าบัญญัติคำว่า ?เถรวาท? เท่ากับว่ารัฐสนับสนุนพระพุทธศาสนาเพียงนิกายเดียว แล้วผู้ที่นับถือนิกายอื่นๆ จะเอาไปไว้ไหน
นายชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการด้านศาสนา กล่าวว่า ต่อให้มีผู้ออกมาเรียกร้องเสนอให้ถอดคำว่า ?เถรวาท? ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ คงไม่มีใครรับฟัง เพราะที่รัฐบัญญัติคำว่าเถรวาทก็เพื่อเอาใจชาวพุทธนิกายเถรวาทที่มีมากที่สุดในไทย เพื่อให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ทิ้งคณะสงฆ์ไทย ซึ่งนโยบายนี้ทำให้พระสงฆ์ และชาวพุทธส่วนใหญ่พอใจระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้ระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญตามที่เรียกร้อง ส่วนนักวิชาการคงได้แค่วิจารณ์เท่านั้น
แหล่งข่าวจากวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) กล่าวว่า อาตมามองว่าเนื้อหาในมาตรา 67 ไม่ทำให้พระสงฆ์จีนนิกายมีปัญหา เนื่องจากไทยมีพระสงฆ์นิกายเถรวาทเป็นส่วนใหญ่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะระบุให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนาเถรวาทก็ไม่เป็นไร ที่มีผู้ระบุว่าพระจีนนิกายและอนัมนิกายไปยื่นหนังสือร้องเรียนนั้น ไม่ทราบว่ายื่นส่วนตัวหรือไม่ เพราะถ้าเป็นคณะสงฆ์จีนนิกายเป็นผู้ยื่น หนังสือจะต้องออกมาจากเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ที่มีสำนักงานที่วัดโพธิ์แมนคุณารามเท่านั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์ไทยนิกายเถรวาทและมหายาน แม้จะต่างเรื่องจำนวนโรงเรียน เช่น โรงเรียนพระปริยัติสามัญของเถรวาทมีกว่า 400 โรง ส่วนฝ่ายมหายานมีไม่ถึง 10 โรง แต่รัฐให้งบอุดหนุนรายหัวเท่าเทียมกัน โดยผ่าน พศ. ส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษา พระสงฆ์ทุกนิกายเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่งได้ ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 จึงไม่กระทบต่องบอุดหนุนการศึกษาของพระสงฆ์นิกายอื่นๆ

