มข.จับมือ รพ.จิตเวชฯ ถกหาทางออกหลังคนไทยคิดฆ่าตัวตายพุ่ง 5.3 หมื่นต่อปี

23.07.19 | 16:01 น.

นพ.ธนวัฒน์ ขุราษี จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมวิชาการหัวข้อ พลังของสื่อการกับจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (The Power of media for Suicide Problem solving) จัดโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษา บุคลากรด้านจิตแพทย์และสาธารณสุข ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย ส่วนหนึ่งมาจากโรคซึมเศร้า ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ความรัก ปัญหาด้านการใช้สุรา และยาเสพติด โดยการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งจะมีหลายสาเหตุที่ซับซ้อน และข่าวการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งจะกระทบต่อจิตใจของแต่ละคน โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด

“แนวทางป้องกันการฆ่าตัวตายสามารถป้องกันได้จากบุคคลรอบข้าง ครอบครัว ญาติ เพื่อนสนิท คนใกล้ชิด ชุมชม และสังคม การดูแลจิตใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ การพูดคุยซักถาม รับฟัง ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่กำลังมีปัญหาอย่างใส่ใจ ให้คลายจากความเศร้า ความกังวล เป็นสิ่งที่ทุกคนช่วยกันได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเคยทำร้ายตนเองมาก่อน จะต้องคอยดูแลใกล้ชิด ช่วยเหลือประคับประคองจิตใจ หรือพาไปรับการรักษากับแพทย์ เช่นเดียวกับในรายที่มีความเครียด หรือมีอาการซึมเศร้า จะมีทั้งการใช้ยารักษา โดยต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง และการให้การปรึกษาทางจิตวิทยา เพื่อเปลี่ยนความคิด และมุมมอง ก็จะช่วยได้” นพ.ธนวัฒน์ กล่าว

นพ.ธนวัฒน์กล่าวอีกว่า การสังเกตสัญญาณเตือน หรือสัญญาณผู้ที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย 10 สัญญาณ ดังนี้ 1.ประสบปัญหาชีวิต เช่น ล้มละลาย เป็นหนี้ สูญเสียคนรักกะทันหัน พิการจากอุบัติเหตุ 2.ใช้สุรา หรือยาเสพติด 3.มีประวัติคนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตาย 4.แยกตัว ไม่พูดกับใคร 5.นอนไม่หลับเป็นเวลานาน 6.พูดด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล สีหน้าเศร้าหมอง 7.มีอารมณ์แปรปรวน จากซึมเศร้า หรือหงุดหงิดมานาน เป็นสบายใจร่าเริงผิดปกติ 8.พูดว่าอยากตาย หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ 9.เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน และ 10.มีการวางแผนการฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า เช่น พูดจาฝากฝังคนข้างหลัง จัดการทรัพย์สิน เป็นต้น หากพบผู้ที่มีพฤติกรรม และอารมณ์ที่กล่าวมา ขอให้รีบเข้าไปพูดคุย รับฟัง และให้ความช่วยเหลือ ส่วนผู้ที่มีปัญหาสามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานแจ้งว่า ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวที่เข้าร่วมการประชุมได้นำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่มีข้อมูลที่ชี้ว่ามีผลต่อการลอกเลียนแบบของกลุ่มเสี่ยง โดยเสนอแนะว่าในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ควรยึดถือจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ไม่ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การนำเสนอข่าวควรระมัดระวัง ไม่ทำเป็นพาดหัว ไม่เขียนข่าวในลักษณะที่อ่านแล้วมีสีสัน หรือก่อความรู้สึกสะเทือนใจ หลีกเลี่ยงการเขียนข่าวบรรยายการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด การลงภาพการกระทำ หรือฉายคลิปซ้ำๆ ที่จะเป็นแนวทางให้กลุ่มเสี่ยงเกิดการเลียนแบบได้ เพราะมองว่าการฆ่าตัวตายคือทางออกของปัญหา ควรคำนึงถึงการนำเสนอข่าวที่อาจส่งผลต่อความรู้สึก หรือผลกระทบในทางลบต่อญาติ และผู้ใกล้ชิดฆ่าตัวตาย เพราะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ยังถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวให้รู้สึกผิดด้วย โดยผู้ที่ทำงานด้านสื่อมวลชนควรมีจรรยาบรรณ หรือจริยธรรมในวิชาชีพในการนำเสนอภาพข่าว หรือเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความสำนึก และรับผิดชอบ ในฐานะเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่สมควรช่วยแก้ไขปัญหา และป้องกันปัญหาสังคมด้วยความสำนึกในวิชาชีพ หากมีกรณีฆ่าตัวตาย ควรเน้นเสนอข่าวในลักษณะให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่มีอาการของโรคซึมเศร้า ไปขอรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือช่องทางอื่นๆ ที่มีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดในไทย พบว่าแต่ละปีมีคนพยายามฆ่าตัวตายปีละ 53,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน มีคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณปีละ 4,000 คน ซึ่งการฆ่าตัวตายในไทยเป็นสาเหตุการตายผิดธรรมชาติที่สูงเป็นอันดับ 2 รองจากอุบัติเหตุ โดยในปี 2561 อัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.11% เพิ่มขึ้นจากอัตรา 6.03% ในปี 2560 โดยเพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าเพศหญิงกว่า 4 เท่า ช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสูงสุดของเพศชายอยู่ที่ 35-39 ปี ส่วนเพศหญิงอยู่ที่ช่วงอายุ 50-54 ปี จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางป้องกัน และแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่าการพยายามฆ่าตัวตายมาจากการลอกเลียนแบบ หรือ Copy Cat ที่กลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาเดียวกับผู้เสียชีวิตได้ เห็นจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการนำเสนอของสื่อมวลชน

Advertisement