เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับแจ้งว่าสื่อมวลชนประเทศเนปาล ได้ลงข่าวกล่าวหาโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ว่าหลอกนักศึกษา จากเนปาลให้มาเรียน แต่ไม่ได้เรียนจริง รวมถึง นำตัวนักศึกษาชาวเนปาลไปกักขังไว้ยังอาคารแห่งหนึ่ง ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบว่าโรงเรียนดังกล่าวมีจริง โดยเป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบ สอนวิชาชีพ แต่สถานที่ตั้งเปลี่ยนไปจากเดิมที่แจ้งไว้กับ สช.ดังนั้น จึงได้เชิญผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมาชี้แจง ซึ่งผู้รับใบอนุญาตฯ ยืนยันว่าโรงเรียนได้เปิดการเรียนการสอนจริง และรับนักศึกษาต่างชาติเข้ามาจริง ส่วนรายละเอียดที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงนักศึกษาต่างชาติ จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ จะต้องสอบถามข้อเท็จจริงจากนักศึกษาที่เสียหายด้วย เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหายมาร้องเรียน และนักศึกษาที่ได้รับความเสียหาย ได้เดินทางกลับเนปาลแล้ว ดังนั้น อาจต้องสอบถามข้อเท็จจริงจากตัวแทนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นพยานบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยแทน
“จากที่ได้รับรายงานว่ามีนักศึกษาจากเนปาลอ้างว่าถูกหลอกมาเรียนประมาณ 15 ราย ส่วนรายละเอียดว่าเดินทางมาอย่างไร ได้เรียนกันจริงหรือไม่ หรือฝึกงานกันอย่างไรนั้น ต้องรอรายละเอียดจากการตรวจสอบก่อน แต่เบื้องต้นโรงเรียนนี้ยังเปิดสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน หากผลการตรวจสอบพบว่ากระทำผิดจริง จะถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตฯ หรือไม่นั้น ต้องไปดูขั้นตอนการลงโทษ ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าจะถอนหรือไม่ถอนใบอนุญาตฯ ตอนนี้” นายชลำ กล่าว
นายชลำกล่าวอีกว่า ได้รายงานให้นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะที่กำกับดูแล สช.รับทราบเบื้องต้นแล้ว ขอย้ำว่ากรณีนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าโรงเรียนดังกล่าวมีความผิดฐานหลอกลวงจริงหรือไม่ เพราะมีเอเย่นต์จากเนปาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่มีการลงทะเบียนเรียนจริง ส่วนขั้นตอนการฝึกงาน หรือเข้าเรียนในหลักสูตรใดนั้น เป็นรายละเอียด ไม่สามารถบอกได้ ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
“เรื่องนี้ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทันทีที่ทราบข่าว ก็เชิญผู้รับใบอนุญาตฯ มาชี้แจง และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม แม้ยังตัดสินไม่ได้ว่า โรงเรียนนี้หลอกลวงจริงหรือไม่ แต่โรงเรียนแห่งนี้ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กรณีไม่แจ้งให้สช.รับทราบเรื่องการเปลี่ยนสถานที่ตั้ง และเปิดรับนักศึกษาต่างชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” นายชลำ กล่าว
ด้านนางกนกวรรณ กล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อหามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

