หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ผู้ว่าฯ อยุธย...

ผู้ว่าฯ อยุธยา ห่วงปมขัดแย้งสร้างตึกคร่อมคลองเทพหมี คณบดีโบราณคดีชี้ ห่าง 16 เมตรไม่ใช่ประเด็น

30.07.19 | 15:45 น.

สืบเนื่องกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พระนครศรีอยุธยาสร้างอาคารคร่อมคลองเทพหมี ใกล้บ้านพระเพทราชา โดยกรมศิลปากรสั่งระงับและรื้อถอนตั้งแต่ พ.ศ.2560 และที่ประชุมมรดกโลกได้ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นักประวัติศาสตร์ชื่อดังหลายรายแสดงความเป็นห่วงถึงเส้นทางน้ำในอดีตซึ่งหลงเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยคลองดังกล่าวปรากฏในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม และมีสะพานอิฐทีได้รับอิทธิพลเปอร์เซีย เรียกชื่อในปัจจุบันว่าสะพานเทพหมี ต่อมา ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์นครศรีอยุธยาระบุว่ากรมศิลปากรถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากมรภ.พระนครศรีอยุธยาหลังสั่งระงับและรื้ออาคาร กระทั่งรักษาการอธิการบดีและรองอธิการบดี มรภ. พระนครศรีอยุธยาออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้สร้างโดยพลการ แต่ผู้แทนของกรมศิลปากรเคยลงพื้นที่มาดูจุดก่อสร้าง อีกทั้งมีการแก้ไขปรับปรุงแบบและทำตามคำแนะนำของกรมศิลปากรตลอดมา โดยตัวอาคารอยู่ห่างจากสะพานเทพหมีเกือบ 16 เมตร (อ่านข่าว ‘มรภ.อยุธยา’ แจงปมสร้างตึกคร่อมคลองโบราณ ยันไม่ได้ทำโดยพลการ ขอสังคมฟังความรอบด้าน)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ละฝ่ายมีข้อมูลไม่ตรงกันนัก เป็นเรื่องของความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน กรณีนี้ตนไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้แล้ว เดิมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต่อมาเมื่อทราบเรื่องก็ได้หาทางให้ได้พูดคุยร่วมกันตั้งแต่ยุคอธิการบดีมรภ.พระนครศรีอยุธยาคนเก่า อย่างไรก็ตามได้เกิดเป็นประเด็นฟ้องร้องกันขึ้น มีคำสั่งให้รื้อถอน และต่อสู้คดีกันในศาลซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ต้องรอศาลพิจารณาตัดสิน หากผลเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่หากถามว่าห่วงประเด็นดังกล่าวหรือไม่ ยอมรับว่าห่วง ส่วนตัวคงเข้าไปตัดสินไม่ได้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือพยายามนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นใช้ในการแก้ไขปัญหาต่อๆไป โดยเน้นย้ำให้มีการพูดคุยกันและทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้อง

“มีการประสานพูดคุยกันตลอดกับทั้งสองฝ่าย เรื่องของงานได้มีความพยายามนำบทเรียนจากหลายๆกรณีมาคุยกัน ในขณะนี้มีหลายประเด็นเกิดขึ้น อะไรที่คิดว่าแก้ไขได้ก็พยายามประสานพูดคุยกันภายในแล้ว ตรงไหนที่มองว่าไม่สามารถแก้ไขได้ก็นำประสบการณ์มาใช้ต่อไป สำหรับกรณีมรดกโลก มีเงื่อนไขจากยูเนสโกหลายข้อซึ่งอธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้ ทางจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการ เพราะมีหลายภาคส่วนในการเข้ามาขับเคลื่อนในการจัดระเบียบ การปรับปรุงภูมิทัศน์ เรื่องเหล่านี้เป็นงานที่ต้องหารือร่วมกัน ทางยูเนสโกเข้ามาตรวจหลายครั้งก็ค่อนข้างพอใจในการจัดระเบียบ อย่างไรก็ตาม อาจมีบางจุดที่ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกันบ้าง ก็พยายามประบความเข้าใจให้ตรงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือบทเรียนที่นำมาใช้ปรับแก้ไขในการทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเพนียด ก็ได้มีการพูดคุยกัน ยืนยันว่ามีการประสานและให้ความเห็นร่วมกัน” นายสุจินต์กล่าว

สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์

ผศ. ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น อันดับแรกต้องเป็นไปตามกฎหมายก่อน กล่าวคือการก่อสร้างใดๆในเขตโบราณสถาน ต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร โดยเฉพาะยิ่งในพื้นที่ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาผิดหลักการตรงนี้ ส่วนที่มีการชี้แจงว่ากรมศิลปากรรับรู้มาโดยตลอดนั้น มองว่าแม้มีการพูดคุยอย่างไร สุดท้ายแล้วก่อนการก่อสร้างต้องมีเอกสารการได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่ซึ่งไม่มีความอ่อนไหวเหมือนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาจเคยมีการใช้วิธีพูดคุยเบื้องต้นแล้วสร้างไปก่อน เพื่อหลักเลี่ยงขั้นตอนการขออนุญาตที่ใช้เวลานานหรือไม่ แต่อยุธยามีความอ่อนไหว หากไปตรวจสอบทั้งเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เชื่อว่าน่าจะมีกรณีแบบนี้จำนวนมาก

Advertisement
ผศ.ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

“มรภ.พระนครศรีอยุธยาเป็นสถาบันการศึกษา ควรมีความรอบคอบระมัดระวังในประเด็นแบบนี้ แม้แต่ม.ศิลปากรเอง จะมีการดำเนินการใดๆ ก็มีการทำหนังสือขออนุญาตจากกรมศิลปากร มีนักโบราณคดีมาดูแลตามหลักเกณฑ์ ส่วนกรณีระยะห่างของอาคารสร้างใหม่กับสะพานเทพหมีที่ทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาชี้แจงว่าไม่ได้อยู่ชิดกันมาก แต่ห่างถึง 16 เมตรนั้น ส่วนตัวมองว่า ระยะห่างไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อสร้างแล้วมีมาตรการในการดูแลไม่ให้กระทบกระเทือนต่อโครงสร้างโบราณสถานหรือไม่ และบดบังภูมิทัศน์หรือไม่ ถ้าไม่กระทบ แม้จะสร้างในจุดที่ใกล้มากก็สามารถสร้างได้ อย่างบ้านทูตรัสเซียเก่า ย่านสีลมซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ก็มีการสร้างอาคารใหม่ๆในบริเวณใกล้เคียง แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีมาตรการเพียงพอหรือไม่” ผศ.ชวลิตกล่าว

ผศ.ชวลิต กล่าวอีกว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ มรภ.พระนครศรีอยุธยาต้องมีความตรงไปตรงมา ต้องหารือกรมศิลปากรว่ามีทางแก้ไขหรือไม่ หากไม่มีก็ต้องยุติและรื้อถอนอาคาร ส่วนปัญหาที่อาจถูกผู้รับเหมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการระงับการก่อสร้างนั้น ก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะประเด็นสำคัญคือการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมศิลปากร