เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันยากขึ้นทุกที เพราะอาชีพอาจารย์ยิ่งสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มิได้มีหน้าที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทั้งงานวิจัย บริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
อาจารย์ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครบตามที่กำหนดอาจจะอยู่ยาก เพราะหากเมื่อมีการประเมินประจำปีแล้ว ถ้ามีภาระงานไม่ครบ ก็จะถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์อีกต่อไป และถึงขั้นอาจจะพิจารณาต้องออกจากมหาวิทยาลัย
อาจารย์บางท่านเลือกที่จะลาออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่รู้สึกไม่สะดวกใจกับแนวทางการประเมินแบบใหม่ รู้สึกอึดอัดใจกับแนวรูปแบบการประเมินที่พวกเขาต่างมองว่า “เป็นการประเมินแบบแปลกๆ”
มหาวิทยาลัยทุกแห่งก็จะประกาศก้องว่าเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ฉะนั้น นอกเหนือจากสอนแล้ว อาจารย์ต้องทำวิจัยอีกด้วย อาจารย์ที่ถนัดสอนอย่างเดียว ต่อให้เก่งเป็นที่ชื่นชอบของลูกศิษย์เพียงใด ก็จะอยู่ยากอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อถึงครบรอบการประเมินประจำปีแล้ว ถ้าพบว่ายังไม่มีงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์ ก็จะถูกสังเวยโดยระบบ ด้วยเหตุนี้ เพื่อเลี่ยงสภาพการณ์ดังกล่าว บางคนจึงเลือกโบกมือลาจากไป
ยิ่งด้วยแล้ว งานวิจัยที่ว่านั้น ต้องมีทฤษฎีที่ชัดเจน มีกรอบที่แน่นอน ต้องมีการลงสนามเพื่อไปเก็บข้อมูล และที่สำคัญต้องเป็นงานวิจัยที่ได้งบสนับสนุนจากองค์กร หรือหน่วยงานภายนอก (หรือภายใน) จึงจะเข้าข่ายถือว่าเป็นงานวิจัยได้ และสามารถนับเป็นภาระงานได้ หากไม่เช่นนั้นแล้ว งานวิจัยที่ทำไปก็จะสูญเปล่า
อาจารย์สายวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะโดยพื้นฐานแล้ว สาขาวิทยาศาสตร์มักเกี่ยวโยงกับการทดลองการวิจัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พูดในอีกแง่หนึ่ง การทดลองในห้องปฏิบัติการที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือ และอุปกรณ์ถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่อาจารย์สายวิทยาศาสตร์ทำอยู่แล้ว
เมื่อความเข้าใจในนิยาม และแนวคิดของคำว่า “วิจัย” เป็นดังเช่นที่กล่าวมา จึงดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยแบบใหม่นี้ จะเอื้อให้กับกลุ่มอาจารย์สายวิทยาศาสตร์มากกว่ากลุ่มอาจารย์สายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์
งานวิจัยสำหรับสำหรับสายวิทยาศาสตร์ มักเห็นเป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์ มีเครื่องมือ มีห้องปฏิบัติการครบครัน ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ จึงเอื้อ และสะดวกสำหรับที่จะทำวิจัย กลุ่มอาจารย์สายวิทยาศาสตร์บางท่านก็ต้องมีห้องปฏิบัติการเฉพาะสำหรับการสอน ซึ่งอันนี้จะยิ่งเอื้อต่อการทำวิจัยอีกด้วย เพราะฉะนั้น ด้วยสภาพที่เป็นอยู่จึงไม่แปลกที่สัดส่วนอาจารย์สายวิทยาศาสตร์ จะได้ตำแหน่งทางวิชาการมากกว่าอาจารย์สายสังคมศาสตร์
อาจารย์สายสังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่สวมหมวกหลายใบ เป็นทั้งนักวิชาการ และกวีนักเขียนในเวลาเดียวกัน อาจารย์กลุ่มนี้จะผลิตผลงานในรูปบทกวี หรืองานเขียนประเภทสร้างสรรค์อยู่สม่ำเสมอ บางชิ้นได้รับรางวัลประเภทวรรณกรรมจนเป็นที่ฮือฮาในหมู่นักอ่าน แต่ในฐานะนักวิชาการ/อาจารย์ และในสายตาผู้บริหารยุคนี้ งานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์กลับไม่มีความหมาย ไม่เข้าเป้าการประเมินประจำปี
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ งานเขียนสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมไม่ใช่งานวิจัย
ถึงตรงนี้ คิดว่าจำเป็นต้องมานั่งจับเข่าคุย ปรับความเข้าใจ และทัศนคติเกี่ยวกับนิยามของคำว่า “งานวิจัย” กันหน่อย
อันที่จริงถ้าหากพินิจให้ดีอย่างถี่ถ้วน งานเขียนสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมนี้ แท้จริงแล้วก็คืองานวิจัยชิ้นดีๆ นี่เอง ลองนึกดูสิกว่าจะผลิตบทกวีสักชิ้น เรื่องสั้นสักเรื่อง หรือนิยายสักเล่ม ผู้เขียนต้องอ่านหนังสือ อ่านสังคม ผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วมาสังเคราะห์ถ่ายทอดเป็นงานเขียนที่อ่านแล้วบันเทิงใจ ตรงนี้จะเห็นว่าจะมีความต่างอยู่จริง ระหว่างกระบวนการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์กับเขียนงานวรรณกรรมสร้างสรรค์ เพราะเป็นคนละศาสตร์สาขากัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาล้วนมีประโยชน์ต่องสังคม และประเทศชาติกันทั้งนั้น
ฤามีใครกล้าปฏิเสธว่างานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ไม่มีประโยชน์
หากงานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ไม่มีประโยชน์จริง คณะกรรมการรางวัลโนเบลคงไม่บังอาจที่จะฮึกเหิมกล้าแจกรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมกันทุกปี อันนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรางวัลโนเบล ไม่ได้ประเมินงานวรรณกรรมเพียงแต่เป็นงานบันเทิง แต่เป็นงานสร้างสรรค์ที่มีส่วนสำคัญในการจรรโลงจิตใจมนุษย์ให้ไปในทิศทางที่ดี ในบริบทของสร้างอารยธรรมแห่งมนุษยชาติ ด้วยประการนี้ รางวัลวรรณกรรมจึงสามารถเทียบเคียงอยู่แนวหน้าพร้อมกับสาขาแพทย์ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีวะ เคมี และสันติภาพได้
ไม่มีเหตุผลเลยหากวงการวิชาการทุกวันนี้ปฏิเสธงานวรรณกรรม เพราะงานวรรณกรรมดีๆ ที่แท้ก็คืองานวิจัยดีๆ เล่มหนึ่งนี่เอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ได้อ่านนวนิยายคราใดเหมือนกับได้อ่านสังคมไปในตัว เพราะงานเขียนประเภทนี้ไม่ได้เกิดบนความสูญเปล่าเพ้อฝันอย่างที่เข้าใจกัน แต่การกลั่นกรองข้อมูลผ่านวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ แล้วมาบรรจงเขียนออกมาเป็นเรื่องสั้น บทละคร หรือนวนิยายในที่สุด
มีนักบริหารมือฉมัง หรือปัญญาชนผู้สำเร็จในชีวิตจำนวนไม่น้อย ที่สารภาพว่าชอบอ่านหนังสือนิยายเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยเหตุผลเพราะอ่านเมื่อใด จะได้รับความรู้ และเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถไปประยุกต์ และเติมเต็มในหลักการบริหารต่อไป
นิยายก็คือหนังสือเล่มหนึ่ง มีคุณค่าเหมือนกับหนังสือวิชาการเล่มหนึ่ง เพียงแต่มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
หนังสือนิยายบางเล่ม นำเสนอมมุมมองทะลุมิติ สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดีกว่าการทดลองเชิงประจักษ์ ยกตัวอย่างผลงานคลาสสิกของ ไอแซค อาซิมอฟ ในชุดไตรภาค Foundation เมื่ออ่านแล้วมองเห็นข้อมูลใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ในมโน และอารมณ์ของมนุษย์ได้ดี จากนั้นยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อถ่ายทอดเป็นนโยบายสำหรับผู้นำ หรือเป็นแนวคิดสำหรับปัญญาชนเป็นลำดับต่อไป
มีผู้ที่อ่านนิยายเท่านั้นที่จะรู้คุณค่าของมัน แต่สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของงานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ นิยายก็จะไม่มีที่ยืนในสารบบวงการวิชาการ เพราะฉะนั้น ต่อให้อาจารย์คนๆ หนึ่ง ถึงแม้จะสอนดีแค่ไหน และมักผลิตงานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์สม่ำเสมอ ก็จะไม่อยู่ในสายตาผู้บริหาร
หากพูดกันชัดๆ ก็คือ อาจารย์ดังกล่าวยังไม่มีงานวิจัยที่เป็นชิ้นเป็นอันที่เข้าข่ายในระบบ และรูปแบบการประเมินอาจารย์ประจำปี
หากยึดวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยเพื่อเป็นความรู้ และข้อมูลในการพัฒนาประเทศ งานวรรณกรรมหลายเล่มก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานวิชาการ ยกตัวอย่าง นิยายสามก๊ก อันเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่อ่านในทุกระดับชั้นทั่วโลก มีนักบริหาร หรือนักวางยุทธศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่เรียนรู้จากปรัชญาในสามก๊กแล้วนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวนโยบายในการบริหารต่อไป
ถึงตรงนี้ จึงอยากถามผู้ประเมินว่า งานวรรณกรรมไม่ได้เป็นงานวิจัยตรงไหน
งานวิจัยได้รับความเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ ก็เพราะผ่านการทดลองด้วยการอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่พึงตระหนักเสียเถิด ข้อมูล และความรู้ไม่ได้มีในรูปแบบที่จะต้องจับต้องได้อย่างเดียว ยังมีข้อมูลอีกรูปแบบหนึ่งที่ล่องลอยในมโนคติ หรือที่เรียกว่าว่าโลกจินตนาการ
ข้อมูลความรู้เหล่านี้มองไม่เห็น และมิอาจจับต้องได้ และแน่นอนไม่สามารถนำมาพิสูจน์ผ่านกระบวนการทดลองในห้องปฏิบัติการได้ นอกจากว่าต้องมานั่งขัดเกลาความคิด แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนสร้างสรรค์ หรือมาร้อยเรียงเป็นหนังสือนิยายในรูปเล่ม
ประเด็นมีอยู่ว่า ไม่ใช่ทุกคนจะมีทักษะที่จะถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นงานเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ได้ ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ให้เครดิตกับผลงานแนววรรณกรรมสร้างสรรค์ก็เท่ากับไปทำลายทักษะการเขียนของอาจารย์ดังกล่าวโดยปริยาย หนำซ้ำอาจารย์ที่สวมหมวกเป็นทั้งกวี และนักเขียน ก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้บริหาร
ถึงตรงนี้ กับสถานกาณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ณ วินาที ผู้บริหารในระดับคณะ หรือสถาบันต้องให้ความเป็นธรรมแก่อาจารย์สายสังคมศาสตร์/ มนุษยศาสตร์ อย่าไปฆ่าพวกเขา ต้องปล่อยให้พวกเขาได้สำแดงศักยภาพตามความถนัดที่ตนเป็นอยู่ แล้วสนับสนุนพวกเขาด้วยการประเมินให้เครดิตกับผลงานที่พวกเขาผลิตออกมา

