จาก “สวนสมุนไพร” สู่พื้นที่อนุรักษ์และอุทยานการเรียนรู้ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2524 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สวนสมุนไพรแห่งนี้เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรไทยสำหรับการศึกษา วิจัย พัฒนาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ และเป็น ”พื้นที่สีเขียว” ให้บุคลากรในพื้นที่วิทยาเขตศาลายา จนปัจจุบันได้รวบรวมพันธุ์สมุนไพรที่ปรากฏในตำรายาไว้มากที่สุดถึงกว่า 800 ชนิด บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ เป็นศูนย์การศึกษาเรียนรู้สมุนไพร ผ่านกระบวนการอนุรักษ์ และประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักการแพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย มุ่งหวังให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและดำเนินการ อาทิ อาคารบ้านหมอยา ให้คำแนะนำในการส่งเสริมสุขภาพด้วยแพทย์แผนไทยประยุกต์ การใช้ยาสมุนไพร ให้บริการนวดรักษาแบบราชสำนัก อาคารใบไม้เดียว เป็นอาคารสาธิตการขยายพันธุ์และห้องปฏิบัติการสำหรับการอบรมการแปรรูปสมุนไพร และสาธิตทำอาหาร อาคารวิจัยและพิพิธภัณฑ์พืช ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์ของพืชสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นทั้ง ห้องปฏิบัติการวิจัยการขยายพันธุ์พืช Gene Bank และการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์สมุนไพร และพิพิธภัณฑ์พืช ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ เป็นต้น ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปี

รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์ อดีตหัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์และผู้จัดการอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยเรามีสมุนไพรดีๆ จำนวนมาก เพราะตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น อีกทั้งคนไทยมีวัฒนธรรมการกินอาหารที่มีพืชผักสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ พืชสมุนไพรหลายอย่างจึงยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้สมุนไพรไทยยังสามารถนำมาใช้ป้องกันและรักษาโรคได้
ทั้งนี้ การนำสมุนไพรมาใช้ ต้องมีการวิจัย อย่างเช่น ขมิ้นชัน ถ้ามาจากแหล่งปลูกที่ต่างกัน ตัวยาก็ต่างกัน ดังนั้นในการทำยาสมุนไพรต่างๆ ต้องมีการควบคุมดูแลให้มีมาตรฐาน ควบคุมตั้งแต่การปลูก พื้นที่ ดิน น้ำ ปุ๋ย การดูแลบำรุงรักษา เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อตัวยาที่เท่าเทียมกัน
ดังนั้น การวิจัยสมุนไพร จึงต้องเข้ามามีบทบาทการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสมุนไพร ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแล และการผลิต เพื่อส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกร ในด้านการควบคุมดูแลคุณภาพสมุนไพร เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดี ผลงานวิจัยต่างๆ จึงควรนำมาพัฒนาต่อยอด ให้เกิดประโยชน์แท้จริงต่อเกษตรกร ฉะนั้น เอกชน นักวิจัย เกษตรกร ต้องมาหาความร่วมมือกัน และผลักดันสมุนไพรไทยสู่ระดับสากล
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มีสมุนไพรที่หาชมได้ยากหลายชนิด เช่น โมกราชินี สิรินธรวัลลี สามสิบกีบน้อย และจิกดง ซึ่งเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก รวมถึง มะลิซาไก อีกหนึ่งสมุนไพรหายากที่ใช้เป็นยาคุมกำเนิดของชนเผ่าซาไก กำแพงเจ็ดชั้น กวาวเครือขาว และกวาวเครือแดง สมุนไพรบำรุงกำลังของไทยที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงกว้าง รวมทั้งสมุนไพรที่เป็นพืชผักพื้นบ้านอีกหลากหลายชนิด

นายอำพล บุญเปล่ง ผู้ปฏิบัติงานการเกษตร อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ และรองแฟนพันธุ์แท้สมุนไพรไทย ปี 2008 เล่าว่า ปัจจุบัน คนมีความสนใจในเรื่องสมุนไพรกันมากขึ้น แต่ถ้าหากเป็นคนที่มีความรู้อย่างเชี่ยวชาญ เป็นหมอยาพื้นบ้านแบบเก่งๆ นั้นมีเหลือน้อย เนื่องจากภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านหรือคนโบราณนั้นมีมาก แต่ขาดการจดบันทึก ใช้การบอกต่อและจดจำ ซึ่งทำให้ภูมิปัญญาเก่าแก่บางอย่างเลือนหายไป
การแพทย์แผนไทยไม่ได้มีการรักษา แต่มีในแง่ป้องกันด้วย จึงตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพของคนยุคนี้ได้อย่างดี โดยคนในปัจจุบันตระหนักดีถึงมูลค่าการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น พร้อมๆ กับเทคโนโลยีทางการแพทย์และเภสัชกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง การป้องกันก่อนเกิดโรค จึงเป็นหัวใจหลักที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญ และสมุนไพรก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รศ.ดร.ภก.สมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และรักษาการผู้จัดการอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ กล่าวว่า ตั้งเป้าให้อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสมุนไพรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นแหล่งเรียนรู้ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ถึงแม้ปัจจุบันทางอุทยานฯ จะมีกิจกรรมนิทรรศการให้ความรู้ และศูนย์วิจัยสมุนไพรแล้ว แต่เราก็อยากจะบูรณาการองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยไปสู่สาขาวิชาอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย





