DPU X เปิดผลวิจัยทักษะแรงงานในอนาคต คาดหลังปี 2050 เอไอแทนที่มนุษย์

6.08.19 | 19:07 น.

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “ทักษะแรงงานในอนาคตของไทย (Skill Set for Future workforce in Thailand)” ว่า งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกในอนาคต ที่การพัฒนาเทคโนโลยีจะก้าวอย่างรวดเร็ว และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น จึงมีการตั้งคำถามว่าในอนาคตควรที่จะผลิตบัณฑิตในรูปแบบใดออกมา ซึ่งการวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ เราจำเป็นที่จะต้องรู้หน้าตาของตลาดแรงงานใน 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อที่จะผลิตคนให้สอดรับกับโลกในอนาคต

ดร.พณชิตกล่าวอีกว่า การทำงานวิจัยชิ้นนี้เริ่มจากการอ่านงานวิจัยจากทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานโลก พบว่า หลายประเทศมีภาพที่คล้ายๆ กัน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ก่อนปี 2030 จะต้องถ่ายทอดข้อมูลให้กับระบบ AI ให้เก่ง 2.ปี 2030-2050 นำระบบ AI ทำงานบางประเภทแทนมนุษย์ได้ มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับ AI และ 3.หลังปี 2050 เป็นต้นไป ระบบ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ เพราะเก่งกว่ามนุษย์ 1,000 เท่า ทำให้ชุดทักษะของมนุษย์ต้องเปลี่ยนไป ทำให้ต้องกลับมานั่งคิดว่าจะต้องสอนอะไร จากผลการวิจัยพบว่า ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ปี 2020-2029 ทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ได้แก่ การออกแบบแนวคิด หรือความคิด การเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การใช้เทคโนโลยีแบบโมบาย การทำงานร่วมมือกันเป็นทีม โดยไม่จำเป็นต้องทำงานในที่เดียวกัน รวมทั้ง จะต้องเตรียมพร้อมมนุษย์ในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่

ดร.พณชิตกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ช่วงที่ 2 ปี 2030-2049 แม้มนุษย์ต้องทำงานกับ AI แต่ต้องเน้นการใช้ทักษะคิดวิเคราะห์ การสร้างมูลค่าให้กับสินค้า หรือบริการ และช่วงที่ 3 ปี 2050-2060 แรงงานมนุษย์ต้องมีชุดทักษะ เพื่อการใช้ชีวิตที่มี AI ทำงานแทนคน เช่น การทำงานร่วมกันแบบเสมือนที่มีการใช้การเขียนโปรแกรม และการเป็นที่ปรึกษาเป็นหลัก มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น อาชีพที่ปรึกษาด้านปรัชญา นักออกแบบห้องเสมือนจริง นักออกแบบอาชีพ นักออกแบบเวลาว่าง เป็นต้น

“ส่วนตัวผมมองว่าหาก AI เข้ามาแทนที่อาชีพที่จะหายไป คือนักบัญชี ที่ทำหน้าที่เพียงการกรอกข้อมูลบัญชี หรือแรงงานด้านอุตสาหกรรม ที่ทำงานแบบเน้นความแม้นยำ ที่การลงทุนกับ AI จะคุ้มค่ากว่ามนุษย์ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มองว่าอาจจะช้ากว่าต่างประเทศ เพราะผู้สร้าง AI ในไทยมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้ AI มากกว่า และทักษะที่เราควรมีคือ ความคิดสร้างสรรค์เข้าใจเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือทางดิจิทัล ใช้ AI ได้โดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องมีฐานความรู้เรื่องข้อมูล และฐานข้อมูล เตรียมความพร้อมในการปรับตัว ทั้งรูปแบบในการทำงาน พร้อมการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องรักษาสมดุลระหว่างทักษะด้านวิชาการ ด้านอารมณ์ และทักษะทางสังคม ต้องฝึกการคิดระบบ กระบวนการคิดแบบตรรกะ คิดเชิงปรัชญา การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะในการมอง เห็น และเข้าใจโลก” ดร.พณชิต กล่าว

ดร.พณชิตกล่าวอีกว่า เชื่อว่างานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวช่วยให้แต่ละคณะของมหาวิทยาลัย สามารถนำเป็นฐาน และต่อยอดงานวิจัยได้ว่าควรปรับตัวอย่างไร แต่ในภาพรวมของประเทศ คิดว่าจำเป็นต้องตระหนักเรื่องนี้อีกมาก แต่เท่าที่ทราบ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีความพยายามที่จะขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในโลกอนาคต คือการกล้าเสี่ยง ความประเมินความเสี่ยง และรับความผิดพลาดในการเสี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งหากก้าวข้ามเรื่องนี้ได้ จะทำให้ประเทศกว่าไปสู่การพัฒนา คิดว่าไทยยังขาดทักษะในการผิดพลาด ผิดพลาดอย่างไรให้ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม ปีหน้ามีแผนว่าจะทำงานวิจัยมากขึ้นในแง่มุมของภาพใหญ่ ถ้ามองย้อนว่าอีก 30 ปี มนุษย์ตกงานแน่นอน เด็กที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่จะตื่นมาแล้วไม่มีงานทำ ควรจะมีแผนในการพัฒนาวิธีคิดเขาอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยต่อไปจะมุ่งไปในทิศทางนี้ เพื่อที่จะต้องตั้งคำถามย้อนกลับมา เป็นการวางแผนการศึกษาของประเทศได้ อีกทั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่ปรับตัว สอนแต่ความรู้ ก็ไม่ต่างจากนักแปลข้อมูล ซึ่งในส่วนของ มธบ.ได้นำร่องในสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีทักษะทันต่อโลกอนาคตแล้ว” ดร.พณชิต กล่าว