ด้วยความมุ่งมั่นของ “ทีเอ็มบี” ที่จะ “ให้คืน” กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน จาก โครงการ ไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) ผลักดันให้เกิดเป็นพลังแห่งการให้ของอาสาสมัครทีเอ็มบีทั่วประเทศกับกิจกรรม “เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน” โดยโครงการ “พี่อาสาสอนน้องเพื่องานขายให้ยั่งยืน” โรงเรียนโสตศึกษา จ.อุดรธานี” เป็นหนึ่งในกิจกรรมให้คืนที่ทีมอาสาฯ สร้างสรรค์มาตอบโจทย์ เข้าไปให้ความรู้ และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน จัดอบรมนักเรียน และครู มีความรู้การเป็นผู้ประกอบการ จัดทำสื่อการเรียนรู้เรื่องการตลาด และการทำธุรกิจสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน เพื่อให้โรงเรียนนำไปเผยแพร่ต่อได้
น.ส สายสุนีย์ คำมูล ผู้จัดการเขตธุรกิจสาขา อุดรธานี และหัวหน้าโครงการ เล่าว่า ได้เข้ามาสำรวจโรงเรียน พบว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผลิตสินค้าจากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อยู่แล้ว คือ ผงแกงอ่อม ผงขนมจีนผักชีลาว และอีกหลายผลิตภัณฑ์ แต่ยังไม่สามารถจำหน่ายในตลาดได้ จึงไม่สามารถสร้างรายได้ให้โรงเรียน เนื่องจากไม่มีมาตรฐาน อย.รับรอง แม้โรงเรียนมีความพยายามขอมาตั้งแต่ปี 2558 ทีมอาสาฯ จึงเข้ามาช่วยในจุดนี้ก่อน และช่วยดูความพร้อมในด้านต่างๆ รวมทั้ง เอกสารขอ อย.จนผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนได้รับมาตรฐาน อย.แล้ว
ก้าวต่อมาคือช่องทางการทำตลาด ต่อยอดด้วยการทำคลิป สื่อการสอนเกี่ยวกับช่องทางการจำหน่ายสู่ตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมานำรายได้มาสู่โรงเรียน และน้องๆ ได้เห็นสินค้าถูกต่อยอดนำไปสู่ตลาดได้มากกว่าแค่สอนอยู่ในโรงเรียน

น.ส.เชาวนี นาโควงศ์ และ น.ส.อนัญญา บัวเทิง คุณครูโรงเรียนโสตศึกษา จ.อุดรธานี กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนคือ “ผงแกงอ่อม” และ “ผงขนมจีนผักชีลาว” ซึ่งช่วงแรกทางโรงเรียนไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ได้รับความความอนุเคราะห์จากวิทยาลัยอาชีวะอุดรธานีให้ไปดูงาน ทำให้ครูได้ความรู้เรื่องการผลิต เครื่องมือต่างๆ จนทำให้นักเรียนดูได้ และได้รับรางวัลเกียรติบัตรขั้นที่สองจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
“เราต้องคิดต่อว่าเมื่อมีรางวัลแล้ว จะทำอย่างไรจึงจะต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เด็กที่ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเหล่านี้ นำไปเป็นอาชีพสร้างรายได้ อย่างน้อยให้มีทักษะชีวิตแบบบูรณาการ แต่อุปสรรคคือมาตรฐาน อย.ที่หลายเรื่องไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ อย.โดยทีเอ็มบีได้เข้ามาช่วยสานฝันของโรงเรียน และเด็กๆ ให้เป็นจริง รวมทั้ง ประโยชน์ของชุมชน”

นอกเหนือมาตรฐาน อย.แล้ว ทีมอาสาฯ ยังแนะนำเรื่องการตลาด และช่องทางจำหน่าย ทั้งช่องทางโปรโมทสินค้า การขายผ่านโซเชียล ขายออนไลน์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมทั้ง การทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อสร้างนักธุรกิจตัวน้อย โดยคุณครูเองได้รับความรู้ที่แข็งแกร่งรอบด้านมากขึ้นนำไปส่งต่อให้กับเด็ก และเด็กส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อีก ซึ่งจาก กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ได้จากชุมชน การสัมผัสแหล่งเรียนรู้จริง รวมถึง ภูมิปัญญาที่ติดตัวมาจากบ้าน ผสมผสานกับที่โรงเรียนให้กระบวนการคิด การผลิต จะส่งผลให้เด็กๆ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเรียนจบแล้วสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
เป้าหมายจากนี้ไป โรงเรียนคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมา จะถูกนำไปวางขายกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกับผงอาหารชนิดอื่นๆ โดยก้าวแรกนี้ มีอดีตคุณครูซึ่งลาออกไปทำธุรกิจขายสินค้าโอทอปในซุปเปอร์สโตร์แห่งหนึ่ง พร้อมที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายในร้าน และบูธที่ไปร่วมจัดนิทรรศการ รวมทั้ งนำเข้าสู่สินค้าโอทอปของจังหวัด ถือเป็นกำลังใจให้โรงเรียนคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยยึดภูมิปัญญาท้องถิ่นนำมาต่อยอด เพื่อให้เชื่อมกับชุมชนให้ได้ประโยชน์โดยแท้จริง

“สิ่งที่เราสอนเด็กๆ คือต้องการให้มีทักษะการใช้ชีวิต มีความรักหวงแหนทรัพยากรทุกอย่างที่เขาได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี พืช สัตว์ เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งก็เกิดการเรียนรู้แบบพี่สอนน้อง เรามีความสุขโดยที่ลูกๆ เราไม่ต้องเป็นหมอ หรือวิศวะ แต่อยู่กับสังคมได้ แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว”
ขณะที่อาสาสมัครทีเอ็มบีที่อยู่ในทีมอย่าง น.ส.วิลาสินี พรมภิภักดิ์ และ นายสมชาย เหลาพร บอกว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือสังคม ในโครงการได้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันชัดเจน โดยดูแลเกี่ยวกับการขอมาตรฐาน อย.จึงได้ศึกษาข้อมูล ขั้นตอน และเอกสารในการยื่นขอ อย.อย่างละเอียด จนช่วยให้โรงเรียได้รับมาตรฐาน อย.
เรียกว่าโครงการนี้ ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเป็นการสร้าง “ความรู้” ให้เกิดขึ้น ทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ”



