หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการย้ำ...

นักวิชาการย้ำ ‘ศิลปศาสตร์’ สำคัญ สร้างให้คนกล้าวิพากษ์

16.08.19 | 17:02 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการเนื่องในวาระครบรอบ 57 ปี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 72 ปี ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ โดยช่วงหนึ่งเป็นเสวนาหัวข้อ “ศิลปศาสตร์กับสาธารณะ” (Liberal Arts and the public) วิทยากรโดย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, อ.ดร.ธนาวิ โชติประดิษฐ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และ อ.ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ดำเนินรายการโดย รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

อ.ดร.เบญจรัตน์กล่าวว่า สมัยเรียนเคยสงสัยว่าคณะศิลปศาสตร์มีวิชาเรียนแปลกๆ จนไม่นานมานี้เพิ่งเข้าใจว่าศิลปศาสตร์ไม่ได้แปลว่าศิลปะ โดย liberal arts education เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเสรีภาพ การศึกษาเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกกดทับ ศึกษาเพื่อให้เป็นพลเมืองที่เสรีเพื่อสร้างสังคมที่เสรี ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาศิลปศาสตร์คือเพื่อสร้างมนุษย์เป็นเสรีและมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อื่นๆ ได้ด้วย ทั้งนี้ ทักษะการเป็นพลเมืองที่เสรี เช่น การคิดเองได้อย่างเสรี คิดได้อย่างวิพากษ์ ตั้งคำถามและแก้ไขปัญหาเป็น รวมทั้งการเข้าใจและการทำงานกับคนอื่นได้ ที่สำคัญคือการศึกษาเพื่อมีการสอนเรื่องระบบคุณค่าเพื่อเน้นความเท่าเทียม เป็นธรรม และเสรี

“ถามว่าสังคมนี้ต้องการ liberal arts education ไหม มองว่าจำเป็นมาก เพราะเราต้องการคนที่คิดเป็น ต้องการคนตั้งคำถาม วิพากษ์ระบบที่ทำให้เกิดและหล่อเลี้ยงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมสังคมนี้ วิพากษ์สิ่งที่เอื้อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน วิพากษ์สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่ทำให้คนไม่เท่าเทียม ดังนั้น เชื่อว่าหาก liberal arts ทำงานอย่างได้อย่างเต็มที่ก็จะช่วยให้คนสามารถตั้งคำถามเหล่านี้ได้” อ.ดร.เบญจรัตน์กล่าว

อ.ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว

ด้าน รศ.ดร.ยุกติ ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตระหว่างการลงพื้นที่ทำวิจัยด้านมานุษยวิทยาที่จังหวัดหนึ่งในประเทศเวียดนาม ว่า การลงพื้นที่ต้องได้รับการอนุญาตจากท้องถิ่น โดยมีสภาประชาชนในจังหวัดนั้นเป็นผู้พิจารณา ผมขอไป 3 ครั้งก็ไม่อนุมัติ ครั้งสุดท้ายขอให้เขาช่วยตอบเป็นลายลักษณ์อักษร เขาตอบกลับมาเป็นจดหมายฉบับหนึ่งว่าไม่ให้ไปด้วยเหตุผล 4 ข้อ คือ 1.มีงานวิจัยด้านมานุษยวิทยาเกี่ยวกับจังหวัดนี้มากแล้ว ให้หาอ่านเอง 2.ไม่มีคนดูแล 3.นักวิจัยส่วนมากเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ได้ทำวิจัยจริง เช่น เผยแผ่ศาสนาหรืออุดมการณ์อื่นๆ และ 4.งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำออกมาแล้วไม่เป็นประโยชน์อะไรกับชาวบ้าน ซึ่งข้อสุดท้ายทำให้ผมเจ็บแปลบแสบสันที่สุด

“การทำงานวิชาการกับสาธารณะมีความคาดหวังต่างกันไปตามสังคมนั้นๆ เช่น เวียดนามคาดหวังให้นักวิชาการ รวมทั้งศิลปินทำงานให้สาธารณะ ตอบสนองนโยบายของรัฐ หากใครจะทำงานศิลปะเพื่อการเมืองก็ห้ามวิจารณ์การเมือง ดังนั้น ไม่ว่าการทำงานศิลปะหรือวิชาการในบางประเทศไม่สามารถทำได้อย่างที่เคยทำ โดยเฉพาะกับเวียดนาม ผมมีเพื่อนนักวิชาการชาวเวียดนามจำนวนมากที่ทำงานอย่างแข็งขัน แต่ไม่สามารถอยู่ในสถาบันทางวิชาการได้ เพราะข้อเสนอของเขาขัดแย้งกับข้อเสนอของรัฐ ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญกว่าการจะสาธารณะหรือไม่ คือการตรวจสอบจุดยืนหรือหมายถึงอัตวิสัยของตัวเอง” รศ.ดร.ยุกติกล่าว

Advertisement
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร

อ.ดร.ธนาวิ โชติประดิษฐ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า นี่เป็นโจทย์อมตะระหว่างศิลปศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์กับสาธารณะ และไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ได้ยินว่าวิกฤตการณ์มนุษยศาสตร์เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในไทยมีลักษณะเฉพาะเจาะจงลงไปในวิกฤตนี้ เพื่อตอบโจทย์อะไรบางอย่างที่ดูแล้วไม่ได้ตอบโจทย์เราตั้งแต่แรก เมื่อตั้งโจทย์ขึ้นมาว่าความสัมพันธ์ระหว่างศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสาธารณะควรจะต้องเป็นอย่างไร สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือแทนที่เราจะไปมีปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะได้อย่างไรบ้าง กลับถูกทำให้ง่ายขึ้น (simplify) จนกลายเป็นช่องทางแคบๆ บางช่องทางเท่านั้นถึงจะถูกนับว่าเรามีความสัมพันธ์กับสาธารณชนแล้ว สิ่งที่ทำให้เศร้าคือ สถาบันการศึกษา รวมทั้งสถาบันวิจัย แหล่งทุนต่างๆ แทนที่จะท้าทายโจทย์ดังกล่าว กลับใช้โจทย์นี้กำหนดกรอบการทำงานวิชาการ ทำให้มนุษยศาสตร์แคบลงไปอีก

“สิ่งสำคัญสำหรับตอนนี้คือ ถึงเวลาที่เราต้องตั้งคำถามว่ามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์มีความสัมพันธ์กับสาธารณะเป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง เป็นแค่ช่องทางแคบๆ แบบนี้เหรอ หรือต้องตอบปัญหาที่สังคมถามอยู่ตลอดเวลาว่าจะเรียนวรณกรรมไปทำไม เรียนศิลปะอียิปต์ไปทำไม จะรู้เรื่องเหล่านี้ไปทำไม เพราะไม่ได้ช่วยใครในเรื่องปากท้อง เพราะคุณไปเทียบตัวเองกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หรืองานทางสังคมศาสตร์บางสาขาที่มีโจทย์เป็นรูปธรรม เช่น การแก้ปัญหาชุมชนแออัด เราตอบตรงนี้ไม่ได้ นอกจากจะยืนยันว่ามันมีคุณค่าอื่นๆ ไม่ใช่ไปบีบหรือผลักตัวเองว่าต้องไปตอบโจทย์ซึ่งไม่ใช่โจทย์ของตัวเองตั้งแต่แรก ท้ายที่สุดก็ไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยกันอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ทำแล้วได้ออกมาคือการสร้างกรอบคู่มือชุดศีลธรรมจรรยาบางอย่าง และไม่นำไปสู่การปลดปล่อยทางความคิดอะไร

“คงไม่มีคำตอบที่ดีที่สุด แต่คิดว่าสิ่งสำคัญคือเราจำเป็นตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองว่าได้พยายามผลักกรอบนี้ออกไปบ้างหรือไม่ ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม คิดว่ามนุษยศาสตร์น่าจะมีคุณูปการในการทำให้เราต้องทบทวน ตั้งคำถาม วิพากษ์กับตัวเองและผู้คนรอบๆ อยู่เสมอ แทนที่จะเลือกอีกอย่างหนึ่งแล้วตอบว่าตัวเองมีประโยชน์กับสังคมยังไง ด้วยการสร้างชุดคำอธิบายสำเร็จรูป” อ.ดร.ธนาวิกล่าว