‘รัฐกรณ์ คิดการ’ วิพากษ์ นโยบาย “4 รมต.ด้านศึกษา”

29.08.19 | 10:30 น.

ภายหลังจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีได้กว่า 1 เดือนแล้ว

“มติชน” จึงได้พูดคุยกับนักวิชาการ ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา ถึงมุมมองที่มีต่อการบริหารงานของ 4 รัฐมนตรีดังกล่าว

“กลายเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ปัญหาเกิดจากไม่มีพรรคไหนอยากได้ ศธ.เมื่อมีการจัดรัฐมนตรี จึงส่งคนไม่ตรงสายเข้ามาดูแล ทั้งที่การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาใหญ่ของ ศธ.และ อว.คือรัฐมนตรีไม่เข้าใจปัญหาเดิมของกระทรวง แต่มากำหนดนโยบายใหม่ให้เดินหน้า ทั้งที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข

ปัญหาเดิมก็คือปัญหาการเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งมีผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐประหาร มีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และมาเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่ได้ศึกษาปัญหาการศึกษาไว้มากมาย แต่พอมีรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง กลับไม่ได้เอามาใช้เลย

ปัญหาใหญ่ของ ศธ.ที่เคยมีการศึกษาไว้ คือ โครงสร้าง สาเหตุที่ดึงอุดมศึกษามาอยู่ภายใต้ ศธ.ก็เพื่อความเป็นเอกภาพ โดยรวมเอาหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาไว้ด้วยกันทั้งหมด 5 แท่ง แต่ในทางปฏิบัติ การทำงานกลับไม่ประสานสัมพันธ์กัน เพราะผู้บริหารสูงสุดของแต่ละแท่ง ต่างก็เป็นซี 11 เท่ากัน

Advertisement

ด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ส่งผลให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการอำเภอหายไป ก็เกิดระบบอุปถัมภ์ มีปัญหาการคอร์รัปชั่นจากการสอบบรรจุครู ย้ายครู ขึ้นเงินเดือนครู จนต้องใช้มาตรา 44 ยุบ อ.ก.ค.ศ.ทุกเขตพื้นที่การศึกษา แล้วรื้อ ศธจ.กลับมาใหม่ ทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนกันไปอีก ตรงนี้คือปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ปัญหาไม่มีการกระจายอำนาจให้โรงเรียน ถึงแม้โรงเรียนได้ชื่อว่าเป็นนิติบุคล แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีอิสระ ทุกอย่างยังต้องขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่ฯ ฉะนั้น จึงควรกระจายอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษารับผิดชอบ ส่วน ศธ.ทำหน้าที่กำกับติดตาม และประเมินผู้อำนวยการสถานศึกษาอีกที

ปัญหาครู ทั้งเรื่องปริมาณ และคุณภาพ ดูเหมือนโรงเรียนขาดครู แต่จริงๆ แล้วครูเกิน เพราะมีการศึกษาพบว่าโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขาดครู มีแค่ 6,000 โรง แต่โรงเรียนที่มีครูเกิน มีมากถึง 12,000 โรง แต่ไม่สามารถเกลี่ยครูไปยังโรงเรียนที่ขาดครูได้

นอกจากนี้ ทั้งระบบมีครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากถึง 4 แสนคน กว่า 80 % มีวิทยฐานะ ทำให้แม้ ศธ.มีงบประมาณมากก็จริง แต่ใช้ไปกับค่าตอบแทน เงินวิทยฐานะ และเงินเดือน ส่วนเรื่องเกณฑ์การทำวิทยฐานะเดิม ส่งผลให้ครูทิ้งห้องเรียน จึงมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นคูปองพัฒนาครู แต่ก็เกิดปัญหาเงินทอน เอกชนทำหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน

ขณะที่เมื่อมาดูนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่แถลง ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม
ถ้าวิเคราะห์นโยบายรายคน การที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะเปลี่ยนครูผู้สอนมาเป็นโค้ชนั้น จากการปฏิรูปการศึกษาปี 2542 มีความพยายามเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอด มาเป็นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือนักเรียนเป็นสำคัญ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สำเร็จ

ที่นายณัฏฐพลระบุว่า จะจัดตั้งอีลิทสคูลเพื่อปั้นคนเก่ง ขณะที่ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กยังไม่ได้รับการแก้ไข การสร้างอีลิทสคูล นอกจากไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้วย ส่วนนโยบายให้ครูทุกคนใช้ภาษาอังกฤษได้ภายใน 3 ปี มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่ เพราะ ศธ.มีครูถึง 4 แสนคน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายมาก ถ้าจะพัฒนาจริง ต้องแยกครูโดยจัดกลุ่มก่อน มีใครที่พัฒนาได้ หรือไม่ได้ เพราะบางรายคงยากที่จะพัฒนา บางรายจะเกษียณอายุราชการอยู่แล้ว จะได้ไม่กระทบขวัญกำลังใจของครู รวมถึง งบประมาณ

เห็นด้วยกับคุณหญิงกัลยาที่จะเข้าไปดูแล และพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันไม่มีคนเรียน และยังไม่ตอบโจทย์ประเทศ แต่นโยบายคุณหญิงกัลยาที่จะให้ทุกโรงเรียนสอนวิชาโค้ดดิ้ง โดยจะให้เริ่มในภาคเรียนที่ 2/2562 นั้น ควรมีการศึกษาหลักสูตรให้ชัดเจนก่อน

ความจริงเรื่องโค้ดดิ้ง มีการกำหนดไว้ในหลักสูตรอยู่แล้ว โดยย้ายสาระเทคโนโลยี จากกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ไปอยู่กับวิทยาศาสตร์ และเพิ่มวิชาวิทยาการคำนวณ (Coding) โดยนำร่องในปี 2561-2562 ไปแล้ว จะมีการขยายผลทั่วประเทศในปี 2563 ดังนั้น ก่อนกำหนดนโยบาย ควรไปดูหลักสูตรก่อนว่าทำอะไรไปบ้าง มีปัญหาอะไร ที่สำคัญจะปรับเปลี่ยนอะไรเกี่ยวกับการเรียนการสอน ควรปรับหลักสูตรทั้งระบบหรือไม่

ขณะที่นางกนกวรรณ ยังไม่มีนโยบายอะไรที่โดดเด่น ที่น่าเป็นห่วงคือการให้สัมภาษณ์เรื่องจะให้จัดทำหลักสูตรกัญชาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เกรงว่าจะเป็นโทษมากกว่า จึงอยากขอให้ทบทวนให้ดีก่อน

ถ้าประเมินจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน นายณัฏฐพลได้ 4 คะแนน นางกนกวรรณได้ 4 คะแนน และคุณหญิงกัลยาได้ 5 คะแนน

ส่วน อว.ปัญหาเดิมของสถาบันอุดมศึกษาก่อนแยกตัวออกมาจาก ศธ.คือ ปัญหาธรรมาภิบาล หลักสูตรไร้มาตรฐาน คุณภาพบัณฑิต ปัญหาการบริหารงานบุคคลจากการที่มหาวิทยาลัยมีบุคลากรทั้งข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ขาดการเหลียวแลจากรัฐมนตรี ศธ.

นายสุวิทย์ มีนโยบาย 4 มิติ คือ 1.สร้างและพัฒนาคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 2.สร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ขับเคลื่อนวาระวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเทศ 3.สร้างและพัฒนานวัตกรรม และ 4.ปฏิรูปการอุดมศึกษา นโยบายดี และน่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ใจทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการจะทุ่มงบผลักดันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดลให้ติด 100 อันดับโลก ยังมองไม่เห็นว่าจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างไร น่ากังวลว่าจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างมหาวิทยาลัยมากกว่า

ฉะนั้น ในส่วนของนายสุวิทย์ ให้ 6 คะแนน

ก่อนกำหนดนโยบายใหม่รัฐมนตรีควรศึกษา และแก้ปัญหาเดิมก่อน จะให้คนไทยสร้างนวัตกรรม ต้องสร้างนิสัยคนไทย เริ่มที่ทำอย่างไรให้คนไทยรู้จักคิด เริ่มตั้งแต่คิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ นำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ การคิดมีพื้นฐานมาจากการอ่าน คนไทยไม่ค่อยชอบอ่านเลยไม่มีข้อมูลที่จะนำมาคิด เมื่อมีความคิดสร้างสรรค์ จึงจะสร้างนวัตกรรมได้ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เริ่มต้นจากการก็อปปี้ แล้วเรียนรู้นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมเองได้ แต่คนไทยทั้งไม่คิด ไม่ลงมือทำ เอาแต่ซื้ออย่างเดียว

การเรียนออนไลน์ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะคนไทยขาดวินัย และความรับผิดชอบ ศธ.และ อว.ควรมุ่งสร้างนิสัยคนไทยใหม่ก่อน

อีกประเด็น แม้การจัดการศึกษาจะอยู่คนละกระทรวง แต่ต้องมีความเชื่อมโยงในการจัดการศึกษาในแต่ละระดับ ปัจจุบันทั่วโลกใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency based) หลักสูตรการศึกษาทุกระดับของไทยควรปรับเป็นฐานสมรรถนะ รายวิชาที่ต้องเรียนต่อเนื่องต้องกำหนดสมรรถนะในแต่ละระดับ เช่น วิชาวิทยาการคำนวณ (Coding) มีการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนถึงระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องกำหนดสมรรถนะของผู้เรียนในแต่ละระดับ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนด้านเนื้อหา เหมือนรายวิชาคอมพิวเตอร์ที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งปัญหาที่สถานศึกษาทุกระดับกำลังประสบอยู่ คือปัญหาจำนวนผู้เรียนลดลงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีที่ดูแลด้านการศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร”