แจง ‘บิ๊กตู่’ เพิ่มค่ารักษาครูเอกชน ใช้เงินกองทุนฯ ขยายเพดาน 1.5 แสนบาท

5.09.19 | 16:10 น.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่ามติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่อนุมัติปรับเพิ่มเพดานค่ารักษาพยาบาทครูเอกชนจากเดิมปีละ 100,000 บาท เป็น 150,000 บาทต่อปี เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 อาจเป็นการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเกินกว่าวงเงินที่กำหนด นั้น พล.อ.ประยุทธ์ห่วงใยในภาพรวมของการบริหารงบประมาณทั้งประเทศ ซึ่งตนได้อธิบายถึงการขึ้นค่ารักษาพยาบาลว่าการปรับขึ้นเพดานค่ารักษาพยาบาทครั้งนี้ เป็นการใช้งบจากกองทุนสงเคราะห์ ไม่ใช่งบแผ่นดิน

นางกนกวรรณกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล สช.เมื่อลงพื้นที่ติดตามรับฟังปัญหาประชาชน และหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ว่าจะแก้ไขปัญหาที่ครูเอกชนพบเจอได้อย่างไร โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชนที่ได้รับ 100,000 บาทต่อคนต่อปี จึงนำปัญหานี้เข้ามาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ และมีมติว่าจะเพิ่มเพดานค่ารักษาให้ครูเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี โดยจะต้องคำนึงถึงระเบียบข้อบังคับของกองทุนฯ ที่ใช้เงินได้เฉพาะดอกผลเท่านั้น ไม่สามารถนำเงินต้นมาใช้ได้ และต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของกองทุนฯ ที่จะต้องไม่กระทบกับสมาชิกส่วนใหญ่ด้วย

“คณะกรรมการกองทุนฯ ได้คำนวณแล้วว่าสามารถอนุมัติปรับเพดานค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี โดยใช้วิธีการคำนวณเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปีว่า มีครูเท่าไหร่ที่เบิกค่ารักษาเต็มจำนวนเงินที่กำหนด แล้วนำมาหารเป็นค่าเฉลี่ย ว่าจะเพิ่มขึ้นได้เท่าใด พร้อมคำนวณถึงรายรับ รายจ่าย ผลกำไรที่ได้จากการบริหารกองทุนฯ ว่าหากเพิ่มเพดานค่ารักษาพยาบาล จะเพียงพอหรือไม่ และต้องลงทุนอะไรเพิ่มบ้าง เพื่อให้มีรายรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากมีผู้รักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น และกองทุนฯ ยังมีเงินสำรองสะสมเหลืออยู่ สามารถนำมาสำรองจ่ายได้” นางกนกวรรณ กล่าว

นางกนกวรรณกล่าวต่อว่า ที่หลายคนกังวลว่าหากพบครูเบิกเงินเต็มจำนวนเป็นจำนวนมาก จะกระทบถึงสถานะของกองทุนฯ หรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องทบทวนกันทุกปี ว่าแต่ละปีกองทุนฯ มีรายรับ รายจ่ายเท่าใด และหากำไรได้เท่าใด เพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุน ถ้ามียอดเบิกเต็มจำนวน จำนวนมาก อาจจะพิจารณาการเบิกจ่ายเป็นรายปีไป ทั้งนี้ การคำนวณเพิ่มเพดานค่ารักษาพยาบาลนี้ กองทุนฯ ได้คำนวณมาอย่างดีแล้ว และจะไม่กระทบกับสวัสดิการอื่นๆ ที่มีอยู่แน่นอน ซึ่งกองทุนฯ เองมีวิธีการบริหารจัดการที่จะหารายได้เข้ากองทุนฯ ในรูปแบบต่างๆ อยู่แล้ว

“เมื่อดิฉันอธิบายให้นายกฯ ฟัง ว่างบที่ใช้เป็นงบกองทุนฯ ไม่ใช่งบแผ่นดิน นายกฯ ก็เข้าใจ และฝากมาถึงครูเอกชนทุกคนว่า นี่คือความห่วงใยจากรัฐบาล และให้นโยบายมายัง ศธ.ว่าจะต้องพัฒนาครู และการศึกษาให้ดีมากขึ้น ส่วนแนวทางหาเงินเข้ากองทุนฯ เบื้องต้นกองทุนฯ อาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ได้ผลกำไรที่มากขึ้น แต่ต้องคำนวณให้รอบคอบถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วย นอกจากนี้ ดิฉันอยู่ในระหว่างพัฒนาระบบการจัดทำแผนการเบิกจ่ายตรงให้กับครูเอกชน โดยให้กองทุนฯ ไปดำเนินการวิเคราะห์ว่าสามารถจัดการระบบเบิกจ่ายตรงให้ครู โดยที่ครูไม่ต้องสำรองจ่ายเหมือนที่ผ่านมาได้หรือไม่” นางกนกวรรณ กล่าว

Advertisement