เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จัดแถลงข่าว “การท่องเที่ยวสัตว์ป่า บนฐานงานวิจัย ความจริงไม่อิงดราม่า “ ชี้แจงกรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังดำเนินโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก ตามแผนงานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสัตว์ป่า ในรูปแบบซาฟารี คล้ายในทวีปแอฟริกา ใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ บริเวณรอยต่อเขตรักษาพันธุ์ฯห้วยขาแข้งกับอ่างเก็บน้ำทับเสลาทั้งบนบกและผืนน้ำ ซึ่งส่วนน้ำท่วมถึง เมื่อน้ำลดจะกลายเป็นทุ่งหญ้าและเป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่า เช่น ช้าง วัวแดง กระทิง เสือโคร่ง นกยูง และสัตว์กีบทั้งหลาย พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) และมอบให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวิจัย หากสามารถดำเนินการคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท

โดยนางพันธ์ศิริ วินิจจะกุล ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมอุทยานฯ ยูเอ็นพีดี และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยได้มีการเสนอโครงการฯ ต่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกในการประชุมประเทศในกลุ่มความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง เมื่อปี 2010 ที่ประเทศรัสเซีย เพราะพบว่า ประเทศไทยยังมีร่องรอยเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์สำคัญ ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ อีกทั้งหลายประเทศยังมีโครงการเพิ่มปริมาณเสือโคร่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ทางกองทุนสิ่งแวดล้อมจึงอนุมัติงบประมาณ 7.33 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 200 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2558-2563 และมอบหมายให้ คณะวนศาสตร์ มก. ทำการวิจัยใช้เวลาวิจัยทั้งหมด 22 เดือน ขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ทั้งนี้พื้นที่โครงการทั้งหมดตั้งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าทับเสลา-ป่าหัวคอกควาย ซึ่งถือเป็นป่ากันชน นอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ปัจจุบันมีสถานะเป็นพื้นที่ป่าชุมชนบ้านบึงเจริญ เนื้อที่ 4,700 ไร่ และพื้นที่เตรียมจัดตั้งป่าชุมชนห้วยเปล้า 2,812 ไร่ และพื้นที่ป่าบางส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา รวมเป็นพื้นที่พัฒนาโครงการต้นแบบการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ประมาณ 15,000 ไร่

นางพันธ์ศิริ กล่าวต่อว่า ทางโครงการฯ เข้าใจถึงข้อห่วงใย ว่าจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่อนุรักษ์มรดกโลกหรือพื้นที่ไข่แดงซึ่งยืนยันว่า ไม่ใช่ แต่จะดำเนินการในส่วนพื้นที่ป่ากันชน หรือส่วนไข่ขาวรอบนอก ที่มีภัยคุกคามจากการใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ของชุมชนในพื้นที่ อาทิการเลี้ยงปลา หรือใช้สารเคมีทางการเกษตร อาจลุกลามกระทบต่อพื้นที่มรดกโลก องค์ประกอบของโครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ พื้นที่อนุรักษ์และสัตวป่าได้รับการปกป้อง ด้วยทีมและการทำงานภาคสนามที่มีความเข้มแข็ง 2. การสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าพร้อมกลไกการเงินที่ยั่งยืน และ3.ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม บริหารจัดการด้วยความรู้และจิตสำนึกที่ดี

นายนันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ อาจารย์คณะวนศาตร์ มก. หัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า หลังการเสียชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร เมื่อปี 2533 ภาครัฐหันมาสนใจดูแลพื้นที่ห้วยขาแข้ง และประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมดาเมื่อปี2534 ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ เข้ามาช่วยดูแลอนุรักษ์ แต่กระบวนการจัดการโฟกัสเฉพาะในส่วนพื้นที่ไข่แดง หรือพื้นที่มรดกโลก ซึ่งไม่เกิดความยั่งยืน วันนี้ตนขอใช้คำว่า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วสำหรับพื้นที่กันชนมรดกโลก ทางวิชาการผืนป่าแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของประชากรวัวแดง และเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์ของโลก เนื่องจากพื้นที่โครงการเป็นป่าผลัดใบ ซึ่งมีสภาพเป็นที่ราบต่อเนื่องขนาดใหญ่มาจากหุบเขานางรำ และหุบเขาเสลาที่อยู่ในเขตอนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง สภาพพื้นที่โครงการเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าชาติสำคัญ ทั้ง วัวแดง ช้างป่า เสือโคร่ง กระทิง กวางป่า และนกยูง ขณะที่อุปสรรคสำคัญต่อการจัดการให้เกิดความยั่งยืนของสัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลก ประการหนึ่งคือการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวป่ากันชนไม่สอดคล้องกับการมีอยู่ของทรัพยากรสัตว์ป่าหายาก กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็นภัยคุกคามสัตว์ป่าที่ แพร่กระจายในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการเลี้ยงปศุสัตว์แบบไล่ทุ่ง การเก็บเห็ด หาของป่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและสัตว์ป่า และปัญหาการใช้สารเคมีในระบบนิเวศป่าไม้

“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการหาทางออก การจัดการการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ของสัตว์ป่าและชุมชนโดยรอบ ในมุมของชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าอนุรักษ์มรดกโลกไปทำไม ถ้าชุมชนไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นอยากให้มองห้วยขาแข้งไม่ใช่แค่เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าเท่านั้น แต่ต้องให้ชุนชนโดยรอบเข้ามาช่วยบูรณาการดูแลรักษาร่วมกันด้วย ผมไม่ได้ปฏิเสธว่า เราไม่ได้ทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาจถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์แบบองค์รวม แก้ปัญหาตวามขัดแย้ง เปลี่ยนจากการที่ชาวบ้านเอาปืนส่องสัตว์เป็นเอากล้องถ่ายรูปไปส่องสัตง์แทน รูปแบบการท่องเทียวสัตว์ป่าที่นำเสนอ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุป ผมไม่เคยพูดว่า เป็นรูปแบบซาฟารี ไม่ใช่เพราะซาฟารีไม่ดี แต่เป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่ค่อนข้างทำได้ยาก ในส่วนของประเทศไทย ขอใช้คำว่า เกมไดร์ฟ คล้านกับของประเทศอินเดีย ที่พัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวส่องสัตว์ในธรรมชาติ มีการควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยว และรูปแบบของรถนำเที่ยวส่องสัตว์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล คำนึงถึงการรบกวนสัตว์ป่าน้อยที่สุด และคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวสูงสุด ส่วนประเด็นที่ว่า โครงการนี้จะเอื้อประโยชน์ของนายทุนนั้น โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมนำเที่ยว ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนตรงไหน อีกทั้งจากการทำงานร่วมกันชุมชน กว่า 90% ก็เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการดังกล่าว ”นายนันทชัย กล่าว
นายสมหมาย อุดมวิทิต อาจารย์คระเศรษฐศาสตร์ มก. กล่าวว่า การประเมินรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดให้มีการท่องเที่ยวในพื้นที่กันชนนั้น ยังไม่มีข้อสรุป อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย แต่คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้ามาประมาณ 20,000-30,000 คนต่อปี ขณะที่หลายประเทศที่จัดการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก อย่างเช่น แอฟริกา สร้างรายได้เข้าประเทศมากถึง 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี
นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า โครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ไม่ใช่บทสรุป ทั้งนี้การทำงานของกรมอุทยานฯ ไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์มรดกโลกเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงพื้นที่กันชนรอบนอก ยอมรับว่า การพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบาง จึงต้องใช้งานทางวิชาการเข้ามาช่วยรองรับ อย่างไรก็ตามการพัฒนาในรูปแบบนี้ เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า แม้ไม่ได้เกิดที่ห้วยขาแข้ง แต่ก็อาจมีการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งหลายประเทศประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยในระหว่างการวิจัยโครงการนี้ก็ได้ดำเนินการพัฒนาชุมชนในโครงการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

