38 มรภ.จี้ ‘สุวิทย์’ จัดงบแบบเหมาจ่าย ชัดเจนให้ออกนอกระบบ-ส่วนราชการ ขอเพิ่มอัตราขรก.
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปัญหาและข้อเสนอด้านการบริหารจัดการมรภ. ของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะทำงานฯได้มีการหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทั้งนี้ มรภ.ทั้ง 38 แห่งที่มีสถานะเป็นส่วนราชการ ขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ร้อยละ70 เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ดังนั้น ปัญหาเชิงด้านการบริหารจัดการที่สำคัญของมรภ.อย่างหนึ่งคือ วิธีการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นแบบรายการ หรือ by item เหมือนส่วนราชการทั่วไป ต้องใช้งบประมาณตามรายการที่กำหนดตามเล่มงบประมาณเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายข้ามหมวดรายจ่ายได้ ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณขาดความคล่องตัว และขัดต่อหลักการความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะแตกต่างจากส่วนราชการอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นหมวดเงินอุดหนุนทั่วไป ทำให้มหาวิทยาลัยประสบปัญหาในการบริหารงานบุคคลเป็นอย่างมาก อีกทั้งกรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กำหนดให้บริหารตามกรอบอัตราเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สำนักงบประมาณ เอาบัญชีถือจ่ายและผลการเบิกจ่ายในไตรมาสที่ 3 มาเป็น หลักการในการคำนวณเงินเดือนของบุคลากรทำให้เกิดปัญหามรภ. ได้รับเงินเดือนไม่เพียงพอจ่ายตลอดปี ดังเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้
“ที่ประชุมฯ ได้เสนอขอให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้มรภ. เป็นเงินก้อนแบบเหมาจ่าย หรือ Block Grant เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐซึ่งความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณทำให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพมากกว่า และรัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนมรภ. ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือไม่อย่างไร หากจะยังคงให้มรภ. เป็นส่วนราชการก็ควรปรับให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นข้าราชการทั้งหมด และจัดระบบบริหารราชการของมหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัว รัฐต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้”นายอดิศร กล่าว
อธิการบดีมรภ.นครราชสีมา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การที่มรภ. ถูกกำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ และมีพันธกิจที่สำคัญคือ การเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น รัฐจึงควรจัดสรรงบประมาณพื้นฐาน ตามพันธกิจ (mission-based fund) ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพียงพอที่จะให้มรภ. ปฏิบัติพันธกิจดังกล่าวได้ ปัจจุบันมรภ.แต่ละแห่งได้รับการจัดสรรงบประมาณตามพันธกิจดังกล่าวน้อยมาก เพียงประมาณมหาวิทยาลัยละ 30 ล้านบาท และยังเป็นการจัดสรรตามกรอบงบประมาณภาพรวมเดิมของมหาวิทยาลัย ไม่ได้จัดท็อปอัพ เพื่อการปฏิบัติตามพันธกิจดังกล่าว และนอกจากนี้ ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มสำหรับมหาวิทยาลัยที่มีผลงานดีด้วย ขณะเดียวกัน ที่ประชุมฯ ยังมีข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณรายหัวของนักศึกษาซึ่งรัฐมีเป้าหมายผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ จึงจัดสรรงบประมาณรายหัวนักศึกษา เน้นไปที่สายวิทยาศาสตร์คือ นักสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพหัวละ 6,000 บาท สาขาวิทยาศาสตร์หัวละ 3,000 บาท และสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หัวละ 800 บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ แม้จะเป็นนักศึกษาครูสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ก็ถูกจัดเป็นสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงหัวละ 800 บาท ซึ่งต่ำมาก ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการพัฒนาคุณภาพของครูที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงเสนอให้รัฐทบทวนการกำหนดงบประมาณรายหัวของนักศึกษาใหม่ทั้งหมดไม่ให้มีความแตกต่างกันมากนัก

