เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 กันยายน ที่ห้องโถง มติชนอคาเดมี สโมสรศิลปวัฒนธรรม จัดเสวนา “ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ 5” โดยศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ชัชพล ไชยพร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์พิเศษธงทองกล่าวว่า ข้อความจากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระราชโอรส ได้พรรณนาความรู้สึกเมื่อวันที่พระองค์ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินว่า เป็นวันที่เคราะห์ร้ายที่สุดตั้งแต่เกิดมา เนื่องจากกำพร้า เจ็บป่วย ไม่มีความรู้ พึ่งใครไม่ได้ อีกทั้งมีศัตรูอยู่รอบตัวทั้งในและนอกประเทศ ล้วนคือเหตุการณ์จริงของยุวกษัตริย์ที่อีกหลายปีต่อมาพระองค์ได้บันทึกไว้
ซึ่งความน่าสนใจของพระราชหัตถเลขานี้ คือเฉลยด้วยว่า รัชกาลที่ 5 ทำอย่างไรจึงผ่านเวลานั้นมาได้ ทั้ง 1.เยียวยารักษาร่างกายด้วยยาบำบัดโรคและความอดกลั้นต่อความปรารถนา รัชกาลที่ 5 ไม่หาความสุขจากการกินของที่มีรสอร่อยเพราะทำให้เกิดโรค กล่าวคือ รักษาตัวเองก่อนไปกู้ชาติบ้านเมือง 2.มีใจเป็นกลางและจริงใจ ตั้งใจที่จะแผ่ความกรุณาต่อน้องและแม่เลี้ยงทั้งปวง (ราชสำนัก) ตามโอกาสที่ทำได้ โดยไม่คิดถึงเรื่องเก่า และพระองค์ไม่ทิ้งใคร แต่สนับสนุนส่งเสริมทั้งความสนใจการศึกษา และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 3.พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ ก็แสดงความนับถืออ่อนน้อมอยู่เสมอ 4.ดูแลข้าราชการทั้งหลาย ทั้งข้าราชการผู้ใหญ่และผู้น้อยที่มีความรักนับถือมาแต่เดิม จนเชื่อถือและรักใคร่กว่าแต่ก่อน

ที่สำคัญคือ ข้อ 5.ผู้ที่ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นศัตรูปองร้าย ก็ไม่ได้วางฉลาดกว่าเป็นศัตรู ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผล 6.ข้าราชการจะประพฤติเสมอความชั่วความดีของผู้นั้น คือ ยกย่องเชิดชูตามคุณงามความดี 7.ผู้ที่เป็นญาติพี่น้องก็ไม่ได้ยกย่องความดีเกินตัว ถ้าผู้ใดทำผิดต้องได้รับความผิด ทำความดีต้องได้รับความดี เทียบเท่ากับคนทั้งปวง คือมีมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน อย่างมากที่จะเอียง คือ แอบดีใจและเสียใจเท่านั้น 8.ละเว้นจากความสุขสบาย รัชกาลที่ 5 พยายามหาคนมาช่วยทำงาน โดยเฉพาะคนที่วางใจ เช่น น้อง 9.ตั้งใจทำงาน ค่อยๆ ทำความดีไปทีละข้อ เมื่อความดีปรากฏผล คนทั้งหลายจะศรัทธาเอง เป็นวิธีที่ขยายผลให้คนที่ไม่เชื่อใจหันมาเชื่อใจพระองค์ 10.ไม่ปฏิเสธว่าตอนหนุ่มไม่ดื้อ แต่ก็กลับตัวมาอยู่ในร่องในรอยให้ได้ นี่หลักคิดของรัชกาลที่ 5 ดังที่ปรากฏในหลักฐานพระราชหัตถเลขา
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองกล่าวว่า เป็นโชคดีวาสนาของคนไทยที่มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ นักปฏิรูป และโชคดีซ้ำสองในเวลาเดียวกัน คือ ทรงมีเวลายั่งยืนในการครองราชสมบัติถึง 40 ปี ซึ่งยาวนนานมากพอที่ท่านจะทำอะไรที่คิดได้เป็นผลสำเร็จ
“การเสด็จประพาสทั้ง 2 คราว ก่อนพระชนมพรรษา 20 พรรษา ของรัฐกาลที่ 5 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิดในการวางรากฐาน ท่านได้ประสบการณ์จากประเทศสิงคโปร์ ชวา และอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองนอกสำหรับเราในเวลานั้น โดยเฉพาะรูปแบบการบริหาร ทั้งการทำหน้าที่ หรือความคาดหวังของรัฐ การที่ต้องมีโรงเรียน มีโรงพยาบาล มีการคมนาคมและการชลประทาน เหล่านี้เป็นสิ่งที่แต่เดิมรัฐไทยไม่มี เราก่อพระเจดีย์ ขุดคลอง สร้างกำแพง สร้างป้อม เพื่อป้องกันพม่าเท่านั้น มีไม่กี่เรื่องที่เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ปัจจุบันหน้าที่ของรัฐเปลี่ยน โรงเรียนแต่ก่อนรัฐก็ไม่เกี่ยว แต่เมื่อพระองค์ประพาส 3 เมือง พระองค์น่าจะได้เห็นอะไรอย่างมาก ไม่จำกัดเฉพาะอินเดีย ทั้ง 3 ประเทศรวมกันเป็นเวลาที่ต่อเนื่อง ห่างเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น คือ พ.ศ.2513 และ 2515” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองระบุ

