เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย และเลขาธิการสมาคมนักบริหารการศึกษาแห่งประเทศ เปิดเผยว่า ได้ไปร่วมประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ดำเนินการอภิปรายโดย ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายสภาการศึกษา และ ว่าที่เรือตรีทรงยศ พรานเนื้อ นิติกรเชี่ยวชาญ สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.)
นายธนชน กล่าวต่อว่า นับเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มิได้ประกาศใช้เป็นพระราชกำหนด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชาติอย่างมาก จึงเป็นความโชคดีที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้เพราะเป็นร่างพ.ร.บ.ที่หมกเม็ด และรวบอำนาจซ่อนรูป เนื่องจากกำหนดให้ครูมีใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู การเปลี่ยนชื่อผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นครูใหญ่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและเป็นการทำลายวิชาชีพครูอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะพ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้กำหนดชัดเจนว่าพ.ร.บ.ดังกล่าว ใช้บังคับเฉพาะผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น จึงส่งผลให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูในอนาคต อาจจะไม่ได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนตามพ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะฯ จะส่งผลให้คนเก่งไม่อยากเข้ามาประกอบวิชาชีพครู เพราะไม่มีแรงจูงใจ จึงเป็นการทำลายการศึกษาของชาติอย่างร้ายแรง
นายธนชน กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังเป็นการรวบอำนาจแบบซ่อนรูป คือ มาตรา 99 ได้บัญญัติให้ ศธ.จัดระเบียบบริหารราชการ โดยมิให้ออกเป็นกฎหมาย และที่สำคัญได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และปลัดศธ.เป็นผู้บังคับบัญชา เพราะถ้ากฎหมายมีผลบังคับ จะต้องไปแก้ไขพ.ร.บ.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ นั่นคือจะต้องยุบแท่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ก็จะเป็นการบริหารแบบซิงเกิล คอมมานด์ มีสายการบังคับบัญชาเพิ่มขึ้น
นายธนชน กล่าวต่อว่า ประกอบกับคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ไม่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง คือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)เพราะเมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มิได้ยกเลิก ยกเลิกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาการศึกษา (สกศ.) เท่านั้น คณะกรรมการนโยบายการแห่งศึกษาแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในการวางแผน ออกระเบียบหลักเกณฑ์ กฎหมายมาบังคับใช้ โดยที่ไม่มีการกระจายอำนาจมาให้หน่วยงานได้คิด ได้สร้างระเบียบหลักเกณฑ์ตามหลักการเอกภาพด้านนโยบาย หลากหลายการปฎิบัติ
นายธนชน กล่าวว่า ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการในศธ. จะเป็นการสั่งการมากกว่าการกระจายอำนาจ ซึ่งการจัดการศึกษาที่จะให้เกิดคุณภาพนั้นจะต้องกระจายอำนาจให้หน่วยปฎิบัติในพื้นที่ให้มากที่สุด และที่สำคัญศธ.ไม่เหมาะที่จะบริหารแบบซิงเกิล คอมมานด์ เพราะเป็นกระทรวงแห่งปัญญา เป็นคลังสมองของชาติ หน่วยปฎิบัติจะต้องมีอิสระในปฏิบัติให้สอดคล้องกับลักษณะภารกิจและกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นการจัดระเบียบบริหารราชการของศธ. จะต้องตราเป็นพ.ร.บ. เพื่อให้ผ่านกระบวนพิจารณาอย่างรอบคอบจากรัฐสภา
นายธนชน กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังมีบางมาตราที่ลงรายละเอียดมากเกินไป เช่น กำหนดคุณลักษณะทั่วไป และคุณลักษณะเฉพาะของครู ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการปฎิบัติแน่นอน ควรไปกำหนดรายละเอียดในหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ ดีกว่าจะมากำหนดเป็นกฎหมาย เพราะอาจไม่สามารถปฎิบัติได้ การร่างกฎหมายควรกำหนดแต่คำสำคัญ หรือหลักการพอเป็นแนวทางให้ไปออกเป็นกฎหมายลูก เหมือนกับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่เหมือนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
“ประเด็นสุดท้าย คือ มีบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค(2) ที่ถูกลืม ไม่ได้บัญญัติไว้ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท จะต้องไม่เลือกปฏิบัติ จะต้องให้ความสำคัญและปฎิบัติกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นมาตรา 38 ค(2)ด้วยความเป็นธรรมมากกว่านี้ เพราะเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ส่งสริมสนับสนุนการศึกษามาโดยตลอด แต่เส้นทางความก้าวหน้ากลับแตกต่างกัน จึงเห็นควรให้กำหนดบุคลากรทางการศึกษาอื่นในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไว้ด้วย มิฉะนั้นจะทำให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษาอื่นต้องปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นบุคลากรอื่นในสถานศึกษา ที่มีปรากฎในร่างฉบับนี้ และไม่มีคำนิยามดังกล่าวนี้ไว้ในร่างแต่อย่างใด” นายธนชน กล่าว


