ตามไปดู…ร.ร.กองทุนการศึกษา ใต้ร่มพระบารมี รัชกาลที่ 9
จ.อุบลราชธานี มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนกองทุนการศึกษา ในรัชกาลที่ 9” จำนวน 6 โรงเรียน ประกอบด้วย ร.ร.บ้านโนนหนองบัว ร.ร.บ้านกุ่ม ร.ร.บ้านห้วยเดื่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 3 และ ร.ร.บ้านคำบาก ร.ร.สมเด็จพระราชชนนี ร.ร.บ้านค้อ สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5
นางวิลาวัณย์ ศรศิลป์ อาสาสมัครโครงการประจำพื้นที่อุบลราชธานี เปิดเผยถึงความเป็นมาของโครงการกองทุนการศึกษาว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งไปยังประธานองคมนตรี ว่า มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง มาทำให้เกิดประโยชน์ด้านการพัฒนาการศึกษา ให้ทำแบบภาคเอกชน คือ เรียบง่าย รวดเร็ว คล่องตัว แต่ต้องประหยัด พอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต และไม่ควรประชาสัมพันธ์เกินไป โดยให้ประธานองคมนตรี และคณะองคมนตรีดำเนินการรับสนองพระราชดำริ จึงตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย องคมนตรีเพื่อบริหารงาน และให้มีอาสาสมัครที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วย และตั้งสำนักงานขึ้น เพื่อรองรับด้านธุรการ นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการกองทุนการศึกษา

พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริให้ประธานองคมนตรี และคณะองคมนตรีไปช่วยคิดหาทางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กเป็นคนดี ซึ่งสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไป ควรจะทำให้เป็นคนดีให้ได้ก่อนและเมื่อเป็นคนดีแล้ว ความเก่งก็จะตามมาได้ไม่ยาก เด็กจะต้องมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนและสอนกันเอง ช่วยกันเรียน ไม่ใช่แข่งกันเรียน และต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีด้วย
อย่างไรก็ตาม การจะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียนได้นั้น ต้องเริ่มจากครูก่อน ครูต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู รู้หน้าที่ รักเด็กโดยไม่มีเงื่อนไข ทุ่มเทการสอนเต็มที่ และการจะทำอย่างนั้นได้ ชีวิตความเป็นอยู่ของครูก็ต้องดีพอสมควรกับฐานะในชุมชนนั้นๆ ก่อนด้วย เพราะถ้าครูยังมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดี ก็คงไม่มีจิตใจที่จะไปทุ่มเทการสอนให้แก่เด็ก

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโครงการด้วย
นายนิคม ทองพิทักษ์ อาสาสมัครโครงการประจำพื้นที่อุบลราชธานี กล่าวถึงการประสานงานและแนวทางการติดตามให้การสนับสนุนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโรงเรียนร่วมโครงการ 40 โรงเรียน จากการดำเนินงานตามโครงการ พบว่าส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาซึ่งเป็นศูนย์รวมของชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน ผู้บริหาร และครูจึงมีบทบาทในการพัฒนาและส่งเสริมการจัดการศึกษาให้กับประชาชนและเด็กผู้ด้อยโอกาส สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง

นายอดุลศักดิ์ นารินรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสมเด็จพระราชชนนี กล่าวว่า โรงเรียนสมเด็จพระราชชนนี มีชื่อเดิมว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสงเคราะห์ที่ 4 (บ้านแก้งเรือง) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2504 มีเนื้อที่ 52 ไร่ 35 ตารางวา โรงเรียนเข้าร่วมโครงการกองทุนการศึกษา รุ่นที่ 3 ในปี 2557 ปัจจุบันโรงเรียนได้พัฒนาทั้งด้านอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก และแหล่งการเรียนที่ปลอดภัยให้กับนักเรียน มีการดำเนินการโครงงานคุณธรรม จำนวน 16 โครงงาน โรงเรียนมีนวัตกรรมที่โดดเด่น คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโดยใช้นวัตกรรม จิตศึกษา PBL และ PLC (Professional Learning Community) การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโดยใช้โครงงานคุณธรรม
จ.อุบลราชธานี ได้น้อมนำโครงการกองทุนการศึกษาตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยโรงเรียนโครงการกองทุนศึกษา 6 โรงเรียน มีความมุ่งมั่นพัฒนาการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งอยู่ตามแนวชายแดนไทย ลาว และชายแดนไทย กัมพูชา ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงภายใต้ร่มพระบารมี
และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ตลอดไป

