เปิดโลกกว้าง..ในศาสตร์ภาพยนตร์

10.10.19 | 15:46 น.

มีโอกาสได้เข้าร่วมฟังงานเสวนาหัวข้อ “มาตรการส่งเสริมหนังไทยยังไงดี” ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างยิ่ง เพราะอาจารย์สามมิติ สุขบรรจง ซึ่งเป็นครูที่สอนด้านฟิล์มและภาพยนตร์ ชักชวนพวกเรามาฟัง ถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มีคุณค่ายิ่ง ในฐานะที่ดิฉัน น.ส.นันท์นภัส จันทร์แก้วแร่ นิสิตชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เดินทางมาที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อร่วมฟังเสวนา บอกได้เลยว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งยิ่งใหญ่ ในฐานะ “ผู้เรียนในสาขาภาพยนตร์”

ในแวดวงการเรียนสาขาภาพยนตร์ หรือสถาบันการศึกษาหลายแห่ง อาจใช้ชื่อต่างกันไปเพื่อให้เกิดความร่วมสมัย บางสถาบันยกให้วิชานี้ใหญ่โตขึ้น กลายเป็นคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม หรือจัดบูรณาการให้อยู่ในหลายๆ สื่อ อย่างคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ หลากหลายชื่อที่ประยุกต์ หรือเปลี่ยนไปนั้น พบว่าในโลกที่เปลี่ยนไป ผู้สอน และผู้เรียนในสาขาภาพยนตร์ ควรเปิดโลกทัศน์ และมีมุมมองที่กว้างกว่าเดิม ฟังให้มากขึ้น รู้ให้รอบทิศ เข้าใจ และมีมุมมองใหม่ๆ ต่อโลกใบนี้ให้มากขึ้นด้วย

ผู้ร่วมเสวนาบนเวทีมี คุณพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยอย่างจักรยานสีแดง (2540) และไอ้ฟัก (2547) บอกว่าตัวเลขรายได้ของภาพยนต์ไทยในแต่ละปี เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด และสะท้อนว่าภาพยนต์ไทยเข้าสู่ยุคตกต่ำ ภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกิน 10 ล้านบาท มีเพียงไม่กี่เรื่อง เฉลี่ยแล้วอาจมีภาพยนต์คุ้มทุนแค่ 3 เรื่องต่อปี และแม้ว่ารายได้จะเข้าสู่ภาวะตกต่ำ แต่คุณภาพไม่ได้ตกต่ำเลย ผลงานหลายๆ เรื่องยังมีมาตรฐาน เพียงแต่ประสบปัญหาทางธุรกิจมากกว่า

คุณพิมพพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ ระบุว่าภาพยนต์ไทยที่ตกต่ำอยู่ในตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกยุคดิจิทัล ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน สิ่งที่ดูแย่มากๆ ในตอนนี้ คือเงินทุ นและช่องทางในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์

Advertisement

ส่วน คุณภาณุ อารี ในฐานะของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และผู้นำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เล่าว่า แม้วงการภาพยนตร์ไทยจะอยู่ในภาวะตกต่ำ แต่ยังมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จเมื่อนำไปขายในต่างประเทศ อย่างองค์บาก (2546) หรือชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) และแม้ว่าภาพยนตร์ไทยจะตกต่ำในบางช่วง แต่ล่าสุด ฉลาดเกมโกง (2560) ก็สร้างกระแส และเป็นที่นิยมทั้งในไทย และต่างประเทศ หากพิจารณาจะพบว่าภาพยนตร์ไทยต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น

หลังฟังเสวนา ไม่ได้รู้สึกท้อ หรือคิดผิดที่เลือกเรียนภาพยนตร์ ในขณะที่วงการภาพยนต์ตกต่ำ แต่ทำให้เรารู้สถานการณ์ และรู้ว่าต้องพัฒนาตัวเอง รู้เท่าทันสถานการณ์ เพื่อจะอยู่ให้รอด

การเรียนนอกชั้นเรียนครั้งนี้ ทำให้ฉันมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่อย่าง สุกนต์ธี กลิ่นสุด “อิ้งค์” นิสิตชั้นปีที่ 2 สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา เราแลกเปลี่ยนกัน และทำให้รู้ว่าการมาร่วมฟังการเสวนาครั้งนี้ ทำให้เราอยู่กับความเป็นจริง และต้องปรับตัวเอง จะได้ไม่เสียกำลังใจ

ถึงตอนนี้คนอย่างฉัน และเพื่อนๆ ที่เรียนในสาขาภาพยนตร์ คงต้องปรับตัวเองอย่างจริงจัง และไม่ใช่เพียงแค่เที่ยวเล่นไปวันๆ อย่างที่เป็นอยู่ “ข้อมูล” ในวันนี้ บอกให้รู้ว่า ถ้าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองเรา คงอยู่ยากขึ้นในสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง