นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการดูแลการรับนักเรียน เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดสพม.เขต 1 กรุงเทพฯ และคณะทำงานของเขตพื้นที่ฯ ได้หารือ เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณา เบื้องต้น เห็นว่า เกณฑ์การรับเด็กปีที่ผ่านมาค่อนข้างบีบรัดมากเกินไป เช่น การรับเด็กเงื่อนไขพิเศษ ที่ยกเลิกเรื่องผู้อุปการะทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียน ส่งผลกระทบกับการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เช่น โรงเรียนบางแห่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากวัด หรือชุมชนที่อยู่โดยรอบ ที่โรงเรียนต้องพึ่งพาอาศัย อาจต้องมีการผ่อนคลายให้สามารถช่วยเหลือดูแลกันได้มากขึ้น ส่วนมาตรการป้องกันการรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนหรือแป๊ะเจี๊ยะนั้น สามารถตรวจสอบได้ เช่น กำหนดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือโรงเรียนดัง แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสมาคมต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโรงเรียนอาจจะต้องดูว่า มีความสำคัญหรือไม่ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ของป.ป.ช.ที่ออกมาเมื่อปีที่ผ่านมา ก็สามารถลดปัญหาการรับแป๊ะเจี๊ยะได้เป็นอย่างดี
“แม้เกณฑ์รับนักเรียนจะยังไม่ประกาศใช้ แต่ทางเขตพื้นที่ฯ ก็เตรียมการเพื่อเสนอข้อมูลให้สพฐ. ประกอบการพิจารณา โดยอยากให้มีความชัดเจน อะไรที่บีบรัดมากเกินไป ก็อยากให้ผ่อนคลาย หรือแม้แต่ข้อเสนอที่ให้โรงเรียนดังสอบรับเด็กเข้าเรียน 100% ก็อยากให้พิจารณาให้ดี เพราะโรงเรียนไม่ได้ตั้งมาเพื่อดูแลเฉพาะเด็กเก่งเท่านั้น แต่ต้องดูแลเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” นายธนารัชต์ กล่าว
นางรัตติมา พานิชอนุรักษ์ ผู้อำนวยการ สพม. เขต 2 กรุงเทพฯ กล่าวว่า เชื่อว่านายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จะเร่งสรุปเกณฑ์รับนักเรียนปี 2563 โดยเร็ว ซึ่งส่วนตัวก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดทำเกณฑ์รับนักเรียนอยู่แล้ว และมีการเชิญเข้าไปให้ความเห็นเป็นระยะ เบื้องต้นยึดตามเกณฑ์การรับนักเรียนปี 2562 เป็นหลัก แต่ก็มีข้อเสนอแนะให้ปรับแก้ ในส่วนที่มีผลกระทบ อย่างเช่น กำหนดให้รับเด็กนอกพื้นที่เข้าเรียน 60% รับเด็กนอกพื้นที่เข้าเรียน 40% ขณะที่บางโรงเรียนมีเด็กในพื้นที่น้อย ส่งผลให้บางแห่งรับเด็กได้ไม่เต็มจำนวน ส่วนที่ยกเลิกเงื่อนไขผู้อุปการะทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียน อยากให้ผ่อนคลายโดยให้คณะกรรมการสถานศึกษาแต่ละโรงเรียนสามารถพิจารณาได้ตามความเหมาะสม เช่น อาจจะให้สัดส่วน 3-5% ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า บางโรงเรียนต้องอาศัยผู้ปกครองเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน บางโรงเรียนอาศัยอยู่ในพื้นที่วัด
“การยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว โรงเรียนไม่สามารถทำอะไรได้ ทางเขตพื้นที่ฯ เอง เห็นใจทุกฝ่าย แต่ก็อยากให้ดูให้รอบด้าน อย่างเช่น เด็กที่บ้านรั้วติดโรงเรียน แต่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ จะกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือไม่ ส่วนข้อเสนอที่จะให้โรงเรียนดังสอบรับเด็กเข้าเรียน 100% นั้น ในทางปฏิบัติเชื่อว่า โรงเรียนและครู น่าจะเห็นด้วยเพราะไม่ต้องมีความเสี่ยง โรงเรียนได้เด็กเก่งเข้าเรียน สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกัน อยากให้เห็นใจเด็กที่มีความสามารถด้านอื่น ๆ เช่น ดนตรี กีฬา ดังนั้นอาจจะต้องพิจารณามาตรการดูแลเด็กเหล่านี้ให้ครอบคลุมด้วย เช่น อนุโลมให้เปิดห้องเรียนพิเศษ รับเด็กเหล่านี้เข้าเรียน เพื่อเปิดโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” นางรัตติมากล่าว

