เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.เปิดเผยกรณีที่นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา วุฒิสภา ระบุหลังกลุ่มผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผู้อำนวยการโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ยื่นหนังสือร้องเรียน กมธ.การศึกษา วุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คัดค้านการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ซึ่งทั้ง 2 สภาเห็นตรงกันว่า การทำงานของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และ สพท.ซ้ำซ้อน ซึ่งปรับแก้ได้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยระบุไว้ในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 16/2560 เรื่องการบริหารงานบุคคลและบุคลากรทางการศึกษา คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การปรับโครงสร้าง ศธ.ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ยังต้องสอบถามความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องดูความเหมาะสมด้วย อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้าง ศธ.เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนข้อเสนอให้ปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.นั้น อาจเป็นไปได้ แต่ขอศึกษาข้อกฎหมายก่อน
“นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำเรื่องการปรับโครงสร้างว่าให้ดูถึงความเหมาะสม และสุดท้ายผลประโยชน์อยู่ที่นักเรียน และการศึกษาอย่างแท้จริง ส่วนจะยุบหน่วยงานใดหรือไม่ ต้องดูความเหมาะสม วิเคราะห์จากผลการศึกษา และต้องสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.จะประชุมหารืออีกครั้งภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้” นายวราวิช กล่าว
ด้านนายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) กล่าวว่า สพท.ยังยืนยันคำเดิมว่าขอให้คืนอำนาจการบริหารงานบุคคลตามมาตรา 53 ให้ผู้อำนวยการ สพท.และยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 และคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ยืนยันว่า ชร.ผอ.สพท.จะเดินหน้าต่อ โดยวันที่ 6 พฤศจิกายน จะประชุม ชร.ผอ.สพท.และผู้แทนสมาคมต่างๆ เพื่อหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป พร้อมกับตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษา และร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา
นายธนชนกล่าวต่อว่า จากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ นำเสนอต่อพรรคการเมืองทุกพรรค ให้เสนอเข้าสภา หากไม่มีพรรคการเมืองใดสนใจ ทางกลุ่มจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ตามกระบวนการกฎหมาย โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ใน มาตรา 133 ร่าง พ.ร.บ.ให้เสนอต่อสภาก่อน และจะเสนอได้ก็แต่โดย (3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พร้อมกันนี้จะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอีกทางหนึ่งด้วย
“นอกจากนี้ ทราบเบื้องต้นว่าการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นกรม โดยอ้างความเป็นเอกภาพ และขึ้นกับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) หากเป็นเช่นนั้นจะเพิ่มขั้นตอนการทำงานมากขึ้น และเป็นโครงสร้างในลักษณะที่ไม่กระจายอำนาจ การทำงานเป็นคอขวด ทั้งที่ควรจะเน้นการกระจายอำนาจ เพราะการจัดการศึกษามีความหลากหลาย และต้องลงถึงโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเข้มแข็งให้ได้ ซึ่ง สพท.เป็นหน่วยงานที่สร้างความเข้มแข็งให้โรงเรียนได้ ผมขอเสนอให้ตั้ง สพฐ.เป็นทบวง รวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมดเข้ามาจัดการ พร้อมกระจายอำนาจให้โรงเรียน ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นคนมีเหตุผล และผมศรัทธาในตัวของนายณัฏฐพลว่าจะฟังเสียงขององค์การครูทั้งหมด ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะเดินหน้าตามช่องทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ดำเนินการ จะไม่มีกฎหมู่ ไม่ก่อความวุ่นวาย และจะไม่ทำให้รัฐบาลหนักใจแน่นอน” นายธนชน กล่าว

