‘องค์กร SaveBcc’ บุก ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน ‘ศุภกิจ’ ย้ำ ไม่เคยทุจริต ถูกปลดไม่เป็นธรรม
เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าองค์กร Savebcc มารวมตัวกันหน้าโรงเรียนเพื่อที่จะเข้าไปจัดงานแถลงข่าวในเรื่องการบริหารจัดการของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แต่ทางโรงเรียนกลับติดป้ายประกาศข้อความว่า “ประกาศ พื้นที่บริเวณนี้เป็นของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ห้ามมิให้บุคคลใดซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เข้ามากระทำการใดใด โดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนถือว่าเจตนาบุกรุก” ซึ่งทางแกนนำองค์กรSaveBcc เข้าไปเจรจาจนสามารถเข้าโรงเรียนได้
ต่อมาในเวลา 08.16 น. ผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวกันมารวมกันที่หน้าโถง อาคารสิรินาถ เพื่อทำการแถลงข่าวโดยมีนายกู้ศักดิ์ สารกิติพันธ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน พันเอก นพ.วานิช ปิยนิรันด์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นายกวิน สัณฑกุล อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน และนายวัชรพงศ์ อภิญญานุรังสี อดีตผู้จัดการโรงเรียน
นายศุภกิจ กล่าวว่า ตนยืนยันมาตลอดว่าตนไม่ผิด ที่ผ่านมาทางสภาคริสจักรแห่งประเทศไทยส่งคนเข้ามาเจรจา แต่ฝ่ายที่มาเจรจานั้นมีการตั้งธงมาตลอดว่าตนมีความผิดแน่นอน ถึงเจรจาและพูดคุยกันไม่เข้าใจกัน ตนอยากได้ความยุติธรรม หากตนผิด ทุจริตจริง พร้อมที่จะเดินออกไป แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ตนยังไม่เข้าใจว่ามีความผิดอะไร เพราะวันที่มีการการจัดซื้อที่ดินและกิจการของโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา หรือ โรงเรียนบึงกาฬคริสเตียนนั้น ตนอยู่ต่างประเทศ แต่กลับถูกคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน โดยให้เหตุผลว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะข้อมูลรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างตนเผยแพร่ให้กับสังคมทั้งหมดให้รับทราบแล้ว ถ้าสังคมตัดสินว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นผิด ก็พร้อมที่จะเดินออกไป
“ผมพยายามที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ใจ มีความตั้งใจ ในสิ่งที่ทำให้กับโรงเรียนมาตลอด ผมไม่เคยคิดที่จะมาทำงานเพื่อตัวเอง และยืนยันว่าการทุจริตไม่มีแน่นอน แต่มีคนมาให้ข้อมูลตลอดว่าทางสภาคริสจักรฯ พยายามขุดคุ้ยข้อมูลต่างๆ เพื่อหาความผิดว่าผมนั้นทุจริต แต่ทุกข้อกล่าวหาได้อธิบายทุกเรื่องแล้ว พร้อมกับพูดด้วยหลักการ และทำตามกติกาทุกอย่าง นักเรียน ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และครูที่ทำงาน น่าจะเป็นพยายานบุคคลที่ชัดเจนที่สุด” นายศุภกิจ กล่าว
นายศุภกิจ กล่าวต่อว่า จุดยืนในการทำงานของตนและนายวัชรพงศ์ คือทำทุกอย่างด้วยความสุจริตใจ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อที่ดินบึงกาฬไม่มีการทุจริตแน่นอน ส่วนเรื่องอื่นพร้อมอธิบายแจกแจงด้วยข้อมูล ตนเชื่อว่าถ้ามีคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ที่เป็นกลาง มีความเป็นยุติธรรม มีความเข้าใจในการบริหารงานจริง จะไม่เกิดปัญหาเช่นนี้
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า การทำงานของตนและนายศุภกิจ ไม่ได้เกิดจากการคิดด้วยตนเอง แต่ทำในรูปแบบของคณะกรรมการ และทำงานภายใต้ความต้องการอยากพัฒนาโรงเรียนอย่างแท้จริง สิ่งที่ยึดมั่นที่สุดคือผลประโยชน์ของนักเรียน ไม่ได้ยึดกำไรของโรงเรียนเป็นหลัก และการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างของโรงเรียนนั้น เป็นไปตามขั้นตอน สามารถตรวจสอบได้ การซื้อที่ดินบึงกาฬครั้งนั้น เป็นมติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนฯชุดเก่า ซึ่งทางคณะกรรมการเองได้ลงไปดูที่ดินด้วยตนเองด้วย และในการจัดซื้อที่ ทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษนั้น เนื่องจากที่ดินที่จะสร้างโรงเรียนในบึงกาฬนั้น ไม่มีที่ดินไหนสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ จึงทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งตอนการจัดซื้อนั้นได้ทำตามระเบียนขั้นตอนทุกอย่าง
นายกู้ศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเเล้วพบว่า นายศุภกิจ และนายวัชรพงศ์นั้นไม่มีความผิด ซึ่งตนรับไม่ได้ที่ทางสภาคริสจักรฯ ปลดนายศุภกิจ และไล่ออกนายวัชรพงศ์ นอกจากนี้พบว่าทางคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ทำผิดระเบียบขั้นตอนมาตลอด ตั้งแต่พักงาน ไล่ออก ตั้งผู้อำนวยการคนใหม่มาก็กระทำอย่างผิดระเบียบทั้งสิ้น การที่องค์กรSaveBcc และผู้ปกครองรวมตัวในวันนี้ เพราะต้องการให้กำลังใจ และอยากให้นายศุภกิจ ออกมาพูดความจริงทั้งหมด และต้องการมาเจรจากับประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเท่านั้น
ด้านพันเอก นพ.วานิช กล่าวว่า ตนมองว่าความขัดแย้งมีสาเหตุมาจาก เรื่องงาน ความคิดที่ไม่ตรงกัน เรื่องอำนาจการควบคุม และเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องมีการเจรจาและต่อรองกันเพื่อให้เกิดความพอใจทั้งสองฝ่าย ขณะนี้สถานการณ์ไปไกลกว่าที่จะสามารถเจรจา และอะลุ่มอล่วยกันได้ เพราะเมื่อไม่มีการเจรจาใดๆ มีมาแต่คำสั่งปลดและไล่ออกเท่านั้น จึงเชื่อว่าการเจรจาเพื่อให้เกิดความพอใจทั้งสองฝ่ายมีความเป็นไปได้น้อย ทางองค์กรSaveBcc และผู้ปกครอง ศิษย์เก่าจึงยกระดับเป็นการต่อสู้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้ยังสามารถเจรจาทุกอย่างได้ เพื่อที่จะได้มีทางออกที่ดี แต่ถ้าองค์กรSaveBcc ยกระดับการต่อสู้ขึ้นมาจะบานปลาย ผลออกมามีแต่เสียกับเสีย และถ้าปล่อยให้ปัญหานี้ลากยาวไปก็จะส่งผลเสียและสร้างผลกระทบต่อโรงเรียน นักเรียน จึงอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว
นายกวิน กล่าวว่า องค์กรsavebcc ได้ต่อสู้อย่างสงบเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ซึ่งตนขอตั้งข้อสงสัยว่า นายวิศาล มหชวโรจน์ ประธานกรรมการ บริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนนั้น เหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ เพราะไม่เคยเทำหน้าที่ในฐานะประธานเข้ามาพูดคุย สร้างความเข้าใจกับทางกลุ่มสักครั้ง รวมทั้งไม่ทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และนอกจากไม่ทำหน้าที่แล้วยังทำตัวเป็นปัญหาเองด้วย เพราะได้นำเงินของโรงเรียนไปใช้ในทางที่ผิด คือนำเงินของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ไปใช้เป็นค่าชดเชยที่ไล่ครูออกให้กับโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลของสภาคริสจักรฯ และยังไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดอื่นอีก 6 ชุด พร้อมกัน ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหลายอย่าง หากเป็นเช่นนี้แล้วนายวิศาล จะมีคุณสมบัติที่จะเป็นประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนอยู่หรือไม่
“ทางองค์กร Savebcc ได้ส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฏร ให้ตีความคุณสมบัติของนายวิศาล พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา วุฒิสภา ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 โดยหวังว่าจะเป็นการเร่งรัดดำเนินงานของภาครัฐให้พิจารณาข้อร้องเรียนต่างๆเร็วขึ้น และวางแผนที่จะยื่นเรื่องให้ กมธ.การศาสนา ศิลปะและ วัฒนธรรม พิจารณาการดำเนินงานของสภาคริสจักรด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกว่าควรจะเสนอเรื่องให้ กมธ.ศาสนาฯ ของวุฒิสภา หรือของสภาผู้แทนราษฎร” นายกวิน กล่าว


