‘ศธ.’ จับมือ ‘รัฐบาลจีน’ พัฒนาบุคลากร สอศ. กลุ่มลุ่มน้ำโขง เน้นตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ. โดยสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation) โดยมีนายหลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม และมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมด้วย
น.ส.ดุริยา กล่าวต่อว่า การบันทึกความเข้าใจดังกล่าวนี้ สืบเนื่องมาจาก สอศ.ได้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา และรัฐบาลจีนได้อนุมัติการสนับสนุนงบประมาณโครงการดังกล่าว ได้แก่ 1. โครงการ High-Speed Train Course Development และ 2. โครงการ Meeting of the Thai-Lao-China Vocational Training Cooperation ซึ่ง ศธ.จะต้องจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับข้อผูกพันในการดำเนินโครงการ และลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทยก่อนที่รัฐบาลจีน จะโอนงบประมาณให้แก่ ศธ. ดังนั้น ศธ.จึงได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความชอบในการจัดทำบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ โดย ครม.มีมติเห็นชอบให้จัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง
“ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง จะพัฒนาบุคลากรและนักเรียน นักศึกษาในสังกัด สอศ.ก่อน ร่วมทั้งพัฒนาบุคลาการด้านอาชีวะของประเทศลาว โดยรัฐบาลจีนจะสนับสนุนทุนพิเศษให้ไทยและลาวไปพัฒนาบุคลากร ด้าน High-Speed Train หรือระบบราง และการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ระบบราง ที่ขณะนี้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจีนอย่างมาก ส่วนงบที่รัฐบาลจีนสนับสนุนนั้นประมาณ 30,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านบาท วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยง ส่งเสริมพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ลดความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก จากความร่วมมือนี้ ศธ.คาดหวังว่าจะสามารถผลิตและพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ความต้องการของแรงงานที่จีนต้องการได้” น.ส.ดุริยา กล่าว

