เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด และประธานคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ นัดแรก ซึ่งใช้เวลานานกว่า 7 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบแนวทางการทำงาน และการบริหารงานบุคคล โดยมีมติให้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของบุคคล และให้บุคคลพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้ 1.นายยอด วิจักษณ์โยธิน พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียน และให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการควบคุมฯ มอบหมาย 2.นางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ และให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียน 3.นางชูชีวี ม่วงวิโรจน์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ และให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการควบคุมฯ มอบหมาย 4.นางจินตนา ปรีชาจารย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน และให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการอีกหน้าที่หนึ่ง 5.นายบรรจง ชมภูวงศ์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ และให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการควบคุมฯ มอบหมาย 6.นายสุรินทร์ อนุชิราชีวะ ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝายบริการ และให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการควบคุมฯ มอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
“ที่ประชุมยังตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 2 ชุด คือ คณะอนุกรรมการด้านบัญชี มีนายพรชัย มาตังคสมบัติ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและอรรถคดี มีนายวันชัย ศิริชนะ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธาน” นายเรวัตกล่าว
นายเรวัตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้นัดประชุมครูผู้สอนทุกคนในวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะบางคนอาจไม่รู้ข่าวสาร เกิดความไม่เข้าใจ รู้สึกไม่มั่นคง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอน ดังนั้น หากครูมีความมั่นใจและมั่นคงในอาชีพ จะส่งผลให้การสอนมีประสิทธิภาพตามไปด้วย

“จากการหารือ ที่ประชุมไม่กังวล เพราะคณะกรรมการชุดนี้เชิญบุคคลที่มีเกียรติและมีชื่อเสียงระดับประเทศ ทั้งนายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวันชัย นายพรชัย พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายคนเข้ามาช่วยกันดูแล และตั้งใจว่าเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว ช้าไม่ได้ แต่จะให้บอกว่าเสร็จเมื่อไรนั้น คงไม่ได้ ต้องแล้วแต่สภาพปัญหา ส่วนที่มีผู้ระบุว่ามีการพานักเรียนออกมาประท้วงนั้น ผมคิดว่าไม่ใช่การเอาเด็กมาเป็นตัวประกัน เด็กยุคนี้ทันสมัย ไม่ใช่ใครจะสั่งการได้ โดยเฉพาะเด็กกรุงเทพคริสเตียนฯ มีความเป็นผู้นำสูง การแสดงออกต่างๆ มาจากจิตสำนึก เชื่อว่าเมื่อมีคณะกรรมการควบคุมฯ เข้ามาดูแล จะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น และคิดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก” นายเรวัตกล่าว
นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ตนเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งขณะนี้ถือว่ามูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง และคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ลงชั่วคราว และส่งมอบบัญชีทรัพย์สินให้คณะกรรมการควบคุมฯ ภายใน 7 วัน หากไม่ดำเนินการ จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาทตามกฎหมาย ส่วนกรอบระยะเวลาการควบคุมจะเป็นเท่าไรนั้น คงตอบไม่ได้ เพราะต้องให้เวลาคณะกรรมการควบคุมฯ ทำงานเต็มที่ เรื่องนี้มีผลกระทบกับหลายฝ่าย ส่วนที่มูลนิธิฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์นั้น ถือเป็นสิทธิ
“ที่ผ่านมา สช.เข้าไปควบคุมโรงเรียนเอกชนแล้ว 5 แห่ง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เป็นแห่งที่ 6 โดยการเข้าควบคุมแต่ละที่มีเหตุผลต่างกัน เช่น ผู้รับใบอนุญาตฯ เสียชีวิต ขาดผู้บริหาร เกิดปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ มีปัญหาแตกต่างจากที่อื่น ดังนั้น จึงต้องให้เวลาคณะกรรมการควบคุม ดำเนินการตรวจสอบ” นายอรรถพลกล่าว
นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ กล่าวว่า เห็นด้วยที่ให้โรงเรียนอยู่ในการควบคุมของ สช. ส่วนตัวมีจุดยืนชัดเจน ไม่ได้ต้องการให้คณะกรรมการควบคุมฯ มาช่วยให้พ้นผิด ขอแค่ให้ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง เป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย แม้ผลจะออกมาว่าตนมีความผิดจริง ก็พร้อมจะยอมรับ เพราะเป็นครู ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ทั้งนี้ ส่วนตัวมีโอกาสได้พูดคุยกับนายวิศาล มหชวโรจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ในช่วงที่เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร แต่ยังไม่ลงตัว โดย กมธ.การศึกษาฯ ยื่นข้อเสนอให้เริ่มต้นใหม่ ให้ตนและอดีตผู้จัดการโรงเรียนกลับมารับตำแหน่งเดิม และเริ่มกระบวนการตรวจสอบโดยตั้งคนกลางเข้ามา แต่นายวิศาลไม่เห็นด้วย ดังนั้น กมธ.การศึกษาฯ จึงตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาตรวจสอบ 1 ชุด ส่วนที่มีการระบุว่า ตนจัดม็อบใช้นักเรียนเป็นเครื่องต่อรองนั้น ใครจะพูดอย่างไรก็ได้เรื่องนี้ มองได้ทั้งแง่ร้ายและดี




