หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เจ้าสัวธนินท์...

เจ้าสัวธนินท์ เผย การศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม-เศรษฐกิจ

4.12.19 | 13:10 น.

เจ้าสัวธนินท์ เผย การศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม-เศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ความเห็นหลังการเข้าร่วมในเวทีสัมนาทางวิชาการว่าด้วยอนาคตของการศึกษา ซึ่งทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จัดให้มีขึ้นควบคู่ไปกับการเผยแพร่ผลสอบเพื่อประเมินผลความรู้นักเรียนนานาชาติ หรือ พิซา ว่า การศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปใหญ่หลวงมากและเร็วมาก โลกทุกวันนี้จำเป็นต้องมีความรวดเร็วเข้ามาเกี่ยวข้อง คนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็วช้าไม่ได้ ใครเร็วกว่าก็จะได้เปรียบกว่า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเพียงอย่างเดียว สมัยนี้ปลาเร็วยังกินปลาช้าด้วย เร็วแต่ต้องมีคุณภาพ ทำอย่างไรเราจึงสามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้

“สามเดือนหกเดือนก็ได้ผลแล้ว แต่ต้องมีประสิทธิผลด้วย อย่างที่ผมหาวิธีทำให้ลองของจริงเท่านี้ก็สามารถทำกำไรได้ผลแล้ว ความจริงก็เป็นผู้จัดการได้ เพราะทำกำไรได้จริง แต่นั่นเป็นเรื่องในทางธุรกิจ ผมพูดในนามของนักธุรกิจ แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัยยังต้องสร้างนักวิชาการด้านอื่นด้วย นักเทคโนโลยี ไบโอเทคโนโลยี เอไอ(ปัญาประดิษฐ์) และอื่นๆ อีกเยอะแยะ”

นายธนินท์กล่าวว่า ประสบการณ์ การเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง จากสภาพแวดล้อมจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ และโรงเรียน มหาวิทยาลัยก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

“นักธุรกิจต้องไม่กลัวสิ่งใหม่ๆ ต้องสามารถนำเอาสิ่งใหม่มาปรับใช้กับธุรกิจเดิมๆ แบบเก่าให้ได้ผลเร็วขึ้นด้วย ธุรกิจแบบเดิมลงทุนหนัก ได้ผลช้า ต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ ลงทุนหนักเหมือนเดิม ไม่กลัว แต่ต้องได้ผลเร็ว มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ใช้อีคอมเมิร์ซ ใช้ทุกอย่างที่มีเป็เนครื่องมือของเรา ดังนั้นในโรงเรียนนอกจากต้องสอนเทคโนโลยีแล้วยังต้องสอนให้ใช้เทคโนโลยีนั้นให้เกิดประโยชน์ด้วย ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ใช้ในธุรกิจหรือในหน่วยงานก็ได้”

Advertisement

นายธนินท์เห็นว่า ความรู้ทางวิชาการที่ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องรู้จักนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต้องให้โอกาสเรียนรู้จากการลงมือทำเองพร้อมกันไปด้วย

“ต้องทำไป เรียนไป เฉพาะเรียนเนี่ย เก่งยังไงออกมาทำมันไม่เหมือน ต้องไปสัมผัสของจริง แล้วจะทำให้เขาเก่งเร็วขึ้น จากประสบการณ์ผม เขาไม่เข้าใจว่าทำจริงเป็นอย่างไร แต่ละคนรู้ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าจะคิด จะจับประเด็นได้ แต่เวลาไปทำทุกคนเข้าใจหมด ที่เราเคยเสนอเขา ต่างคนต่างไปคิดบางคนคิดถูก บางคนคิดผิด ตีความหมายผิด แต่เวลาไปทำงานจริงจะสามารถเข้าใจตรงกันได้เลย”

นายธนินท์สะท้อนความเห็นส่วนตัวว่า เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้มีช่องทางการเรียนรู้มากมาย มีความฉลาดรอบรู้มากกว่าก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว และไม่ควรถูกเก็บไว้ในห้องเรียนนานมาก

“อายุ 18 ต้องจบได้แล้ว อายุ 22 สำเร็จการศึกษาผมว่าช้าไปแล้ว แจ๊ก หม่า พูดเอาไว้บนเวทีถูกต้องมาก เรียนในห้องเรียนยังน้อยกว่าเรียนจากสังคม ผมนี่ก็เรียนจากสังคม เรียนจากเด็กด้วย ความคิดใหม่ๆ ของเด็กเราอย่าไปมองข้ามเขาทุกวันนี้คนที่อายุมากแล้วไม่ก้าวหน้าก็เพราะว่านึกว่าตัวเองเก่งที่สุดแล้ว ไม่ใช่ ความรู้ของเรา กับประสบการณ์ของเรามันใช้กับยุคสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ต้องเข้าใจตรงนี้ ผมเข้าใจ ผมยังต้องเรียนรู้จากของจริงอยู่ทุกวัน เรียนกับพวกเด็กๆทุกวัน อย่าไปมองข้าม ยุคนี้มันเปลี่ยนไปจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราต้องไปเรียนรู้ ต้องตามให้ทัน ผมยังต้องเรียกเด็กๆ ว่าอาจารย์ อย่าไปมองข้ามเขา”

นายธนินท์ยังเห็นว่ารูปแบบการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนไปเป็นการชี้แนะ ไม่ใช่ชี้นำ ไปครอบงำความคิดของเด็ก ซึ่งเด็กๆ ต้องปฏิบัติตามเพราะเคารพในความอาวุโส แม้ว่าจริงๆ แล้วอาจไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วยกับการทำดังกล่าวนั้น

“แต่ถ้าเพียงแนะแนว ปล่อยให้คิดเอง ทำเองเขาก็จะเข้าใจแล้วจะสนุกด้วย แล้วถ้าเสียหายเขาต้องรับผิดชอบเพราะเป็นคนคิดเอง ไปทำให้เกิดความเสียหายก็ต้องเปลี่ยน เดิดความรับผิดชอบเกิดความเข้าใจ ถ้าเราชี้นำ เสียหายเราคือคนรับผิดชอบ”

นายธนินท์กล่าวว่าได้กล่าวไว้บนเวทีว่าระบบการศึกษาในอนาคตจำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือซึ่งกันและกันจากหลายๆ ฝ่าย โดยแบ่งปันและคำนึงถึงอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องจักรกลทั้งหลายเป็นเครื่องมือก่อเกิดความเปลี่ยนแปลง ต้องนำเอาความดี ข้อดีของประสบการณ์มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับโลกยุคใหม่ และนำเอาข้อดีของเทคโนโลยีใหม่ไปใช้เพื่อทำให้ธุรกิจเก่าแต่เดิม กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่ยังได้ผลขึ้นมา