ส.ว.เปิดเวทีปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ‘บิ๊กเขต’ ชงคืนอำนาจบริหารบุคคล

18.12.19 | 14:47 น.

นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 และประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมประชุมเสวนาโครงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาวุฒิสภา โดยมีนายตวง อันทะไชย ส.ว.เป็นประธาน ณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา


นายธนชนกล่าวว่า ตนได้แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าเห็นด้วยกับแนวทางการจัดทำข้อเสนอแก้ไขในระยะยาว คือให้ออกกฎหมาย กำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีบทบาทหน้าที่บริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่ประสานส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาเชิงบูรณาการในพื้นที่จังหวัด ส่วนการบริหารงานบุคคลให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) จังหวัด โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตเป็นกรรมการ มีผู้แทนจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นอนุกรรมการ, ผู้อำนวยการ สพป. เขต 1 หรือเขตเดียว เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และมี ศธจ.เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และให้คืนอำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กลับคืนให้แก่ผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการสถานศึกษาเหมือนเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคไม่ติดหล่มงานบุคคล

นายธนชนกล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอระยะสั้นที่คณะทำงานของ กมธ.การศึกษา วุฒิสภา เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้ช่องทางการบริหารเพื่อไปกำหนดสัดส่วนองค์ประกอบของ กศจ. และคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) ใหม่ รวมทั้งให้ผู้อำนวยการ สพท.เป็นกรรมการและเลขานุการใน อกศจ.และ กศจ.นั้น ตนมองว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ไม่สามารถดำเนินการได้ การแก้ไของค์ประกอบหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคำสั่งที่ 19/2560 จะต้องอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ขณะนี้ คสช.ได้สิ้นสภาพแล้ว การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคำสั่งซึ่งกลายเป็นกฎหมายแล้ว จะต้องอาศัยช่องทางรัฐสภาโดยการออกกฎหมายเท่านั้น

“แม้ฝ่ายบริหารจะกระทำได้ ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะสาระของคำสั่งจะขัดแย้งกันเอง ดังนั้นในระยะเร่งด่วน รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ สามารถเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลโดยกำหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรือกรรมการประเภทผู้แทนจากองค์ประกอบอื่นๆ โดยเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสเข้ามาเป็น อกศจ. หรือ กศจ.ได้ ซึ่งจะลดความกดดันหรือความขัดแย้งได้บ้าง ซึ่งนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ประธานคณะทำงานด้านโครงสร้าง ศธ.เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนนำเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ต่อไป” นายธนชนกล่าว

Advertisement

นายธนชนกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.เสนอให้ศึกษานิเทศก์ของเขตพื้นที่ฯ ไปสังกัด ศธจ.โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องมีสังกัด สามารถนิเทศก์โรงเรียนได้ทุกสังกัดในพื้นที่นั้น ศึกษานิเทศก์ ถ้าไม่มีสังกัดหรือไปสังกัดที่ ศธจ.ซึ่งไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง การที่จะเข้านิเทศในโรงเรียนนั้น ถ้าไม่มีบารมีมากพอ ยากที่ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครู จะให้การยอมรับหรือให้ความร่วมมือ