‘สภาคริสตจักร’ เล็งอุทธรณ์สช.ค้านตั้ง กก.ควบคุม ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน

19.12.19 | 13:42 น.
วิศาล มหชวโรจน์

นายวิศาล มหชวโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และกรรมการมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่บานปลายจากการที่มีคำสั่งปลด-ไล่ออก นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ และนายวัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี เนื่องจากดำเนินงานผิดขั้นตอนโดยเฉพาะในขั้นตอนการอนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน 70 ล้านบาทในโครงการซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา จ.บึงกาฬ โดยเมื่อคณะกรรมการควบคุมจาก สช. เข้ามาดูแลการดำเนินงานของโรงเรียน ทำให้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนไม่สามารถกำกับและตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภายในโรงเรียน และในโครงการต่างๆ ที่ได้มีการชะลอไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบรายละเอียด อันเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนในอนาคตนั้น

นายวิศาล กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานทุกด้านเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส มูลนิธิจึงขอใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โดยจะยื่นหนังสืออุทธรณ์ภายในสัปดาห์หน้า ต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา 118 แห่งพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 เพื่อขอคืนสิทธิในการบริหารจัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ และเร่งจัดการปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายโดยเร็ว โดยคำนึงถึงประโยชน์ของโรงเรียนและนักเรียนเป็นสำคัญ

“หลังจากคณะกรรมการควบคุมจาก สช. เริ่มดำเนินงาน ทางมูลนิธิไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ส่งตัวแทนจากมูลนิธิเข้าพบ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และนายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม ประธานกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เพื่อชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ในการกำกับดูแลการบริหารจัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ รวมทั้งชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการดำเนินงานผิดขั้นตอนในกรณีซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา จนกลายเป็นสถานการณ์ที่สร้างความไม่เข้าใจต่อหลายฝ่ายทั้งฝ่ายบริหารโรงเรียน สมาคมศิษย์เก่า สมาคมครูและผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเอง” นายวิศาล กล่าว

นายวิศาล กล่าวต่อว่า กรณีซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา เป็นโครงการที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ โดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียน (กบร.) รับเรื่องจากคณะกรรมการบริหารภายใน (กบน.) และนำเสนอเรื่องขออนุมัติโครงการในช่วงปลายพฤศจิกายน 2561 และในสัปดาห์ถัดมาคือต้นเดือนธันวาคม 2561 คณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินการได้ พร้อมอนุมัติงบประมาณ 70 ล้านบาทสำหรับการซื้อโรงเรียน และ 30 ล้านบาทสำหรับซื้อที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา แต่มีเงื่อนไขแนบท้ายในหนังสืออนุมัตินั้นว่า “โดยให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงานและสถาบันของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2009”

Advertisement

นายวิศาล กล่าวว่า ในระหว่างนั้น มูลนิธิมีความคาดหวังว่าจะได้รับเอกสารที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมจากโรงเรียน ในเรื่องการวิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุน การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของกิจการนั้น ได้แก่ สถานะการเงิน กฎหมายและการดำเนินงาน และการประเมินความคุ้มค่า เพื่อประกอบการอนุมัติในท้ายที่สุด เวลาล่วงเลยมาจนถึง 18 มกราคม 2562 มูลนิธิจึงพบว่าการซื้อกิจการโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่มูลนิธิกลับไม่ได้รับเอกสารที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมจาก กบร. และไม่เคยได้รับหนังสือขออนุมัติการเบิกจ่ายเงินจำนวน 70 ล้านบาทในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น การกระทำในส่วนนี้จึงถือเป็นการทำผิดขั้นตอน หลักเกณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2016 และระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงานและสถาบันของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ.2009 ที่กำหนดให้การเบิกจ่ายเงินจำนวนที่มากกว่า 3 ล้านบาท จะต้องทำหนังสือขออนุมัติจำนวนเงินจากมูลนิธิก่อนจึงจะดำเนินการเบิกจ่ายได้ ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการใช้จ่ายเงินของโรงเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใส


“เงินของโรงเรียนๆ มีสิทธิใช้เพื่อพัฒนากิจการของโรงเรียนเพื่อประโยชน์ของนักเรียน หน้าที่ของมูลนิธิเป็นเพียงการกำกับดูแลความเหมาะสมในการใช้เงิน ความถูกต้องในการจ่ายเงิน และการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบตามขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น เมื่อพบว่ามีการทำผิดขั้นตอน และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโรงเรียนจึงต้องดำเนินการตรวจสอบ และเมื่อมีการศึกษาตรวจสอบแล้ว ผู้กระทำผิดก็ได้ยอมรับในข้อผิดพลาดนั้น ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่บริสุทธิ์ ที่ผ่านมาคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยหารือเป็นการภายในเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่ไม่บรรลุผล จึงต้องมีมติให้ลงโทษทางวินัยตามความผิดที่ได้กระทำ” นายวิศาล กล่าว และว่า จุดยืนของมูลนิธิฯ ต่อโรงเรียนในฐานะผู้รับใบอนุญาตนั้น ย่อมอยากเห็นโรงเรียนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อยากเห็นบุคลากรของโรงเรียนมีความสุขในการทำงานและผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพให้กับสังคม อยากให้มั่นใจว่า โครงการต่างๆ ที่ได้เล็งเห็นว่ามีประโยชน์และริเริ่มไปแล้วนั้น เราจะผลักดันให้ดำเนินการต่อไป พร้อมจัดการให้ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องด้วย