เปิด…รายงาน ‘ยูนิเซฟ-อียู’ 2 แสน ‘เด็กข้ามชาติ’ หลุด ‘ระบบศึกษา’
หมายเหตุ มติชน – นายปีเตอร์ โฟร์เบล รักษาการผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และนายจูเซปเป บูซีนี รองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประทศไทย นำเสนอรายงาน “ไร้เส้นกั้นการศึกษา : แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทย” ที่รวบรวมการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติใน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ระนอง สมุทรสาคร ตาก และตราด พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นตัวแทนรับมอบ ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม
นายปีเตอร์ โฟร์เบล
“ปัจจุบันมีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 150,000 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายและนโยบายที่ก้าวหน้าของไทย เช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ.ศ.2548 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ที่กำหนดให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรี 15 ปี ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะอะไร หรือแม้จะไม่มีเอกสารใดก็ตาม แต่ยังมีปัญหาอยู่ เพราะจากข้อมูลพบว่ามีเด็กข้ามชาติประมาณ 200,000 คน ที่อยู่ในวัยเรียน แต่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา และไม่ได้รับการศึกษาไม่ว่าจะรูปแบบใด ถือเป็นปัญหาที่เราจะต้องร่วมมือแก้ไขต่อไป”
“จากการสำรวจปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาให้เด็กข้ามชาติ พบปัญหาหลากหลายที่ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ เช่น เด็กข้ามชาติเหล่านี้ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก ทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนข้ามชาติ ครอบครัวของเด็กข้ามชาติไม่มีความรู้เรื่องการส่งบุตรตนเข้าสู่ระบบการศึกษา เป็นต้น รายงานฉบับนี้ จะชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งในประเทศไทยประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแก่เด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กข้ามชาติ ซึ่งจากการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบของการจัดการศึกษาให้ความสำเร็จ 5 ประการ ประกอบด้วย 1.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผนและการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2.การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีแรงจูงใจและมีความสามารถในการสนับสนุนเด็กข้ามชาติ 3.การใช้กลยุทธ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิผล 4.การปรับปรุงการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และ 5.การมีส่วนร่วมของชุมชนและพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กข้ามชาติ”
“รายงานฉบับนี้ ยังให้ข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่ ศธ.และหน่วยงานการศึกษาระดับท้องถิ่น ตลอดจนโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดอุปสรรคและจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ผมอยากให้มองว่าการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติเป็นการช่วยบ่มเพาะแรงงานข้ามชาติรุ่นใหม่ให้อ่านเขียนได้ มีทักษะ และมีการศึกษา ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้การจัดการศึกษาให้แก่เด็กข้ามชาติ ยังถือเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาด้านการเข้าถึงการศึกษาของเด็กขาดโอกาสทั่วประเทศอีกด้วย”

นายจูเซปเป บูซีนี
“การอพยพย้ายถิ่นของเด็กเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เด็กเหล่านี้ต้องย้ายถิ่นออกจากถิ่นกำเนิด เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สงครามความขัดแย้ง ความอยากจน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งยังต้องเสี่ยงกับการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เด็กเหล่านี้ยังเข้าถึงการศึกษาได้อย่างจำกัด ซึ่งการศึกษาคือปัจจัยสำคัญในการปกป้องพวกเขาให้รอดพ้นจากภัยคุกคามเหล่านี้ การปกป้องและคุ้มครองสิทธิของเด็กข้ามชาติเป็นเรื่องที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าเด็กข้ามชาติจะอยู่ในสถานะใด เด็กเหล่านี้ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเราไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาเด็กข้ามชาติ”

นางวัฒนาพร ระงับทุกข์
“ประเทศไทยยึดหลักการศึกษาเพื่อปวงชน ซึ่งการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ต้องได้รับ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องจัดการศึกษาให้ทุกคนอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน และมีคุณภาพ หรืออย่างน้อยให้ได้เรียนจบในระดับชั้นประถมศึกษา โลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน เราจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงาน การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเป็นสิ่งที่เราเห็นได้อย่างทั่วไป ประเทศไทยถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่รับแรงงานต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาหางานทำ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ไม่ได้แบ่งแยกหรือกีดกันเด็กต่างชาติ หากเด็กเหล่านี้เข้ามาอยู่ในประเทศ ก็จะได้รับโอกาสทางการศึกษาตามกฎหมาย การจัดการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน ถือเป็นภารกิจสำคัญของ ศธ. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานให้บรรลุภารกิจดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ ต้องประสบกับความท้าทาย ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ รายงานที่ได้รับฉบับนี้ รวบรวมกรณีศึกษาถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ หวังว่ารายงานฉบับนี้จะถูกนำไปเผยแพร่ให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ต่อไป”


