เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุม ทปอ.ได้รายงานผลการดำเนินการสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ประจำปีการศึกษา 2563 ว่าขณะนี้การเปิดรับสมัครรอบ 1 แฟ้มสะสมผลงาน เสร็จสิ้นแล้ว มียอดผู้สมัครลงทะเบียนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม จำนวน 242,806 คน ในจำนวนนี้มีผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้ว 216,332 คน ปีนี้พบว่ามีจำนวนนักเรียนที่เข้ามหาวิทยาลัยน้อยลงเรื่อยๆ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
นายสุชัชวีร์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทปอ.วางแผนปรับปรุงระบบการรับสมัครทีแคส ปีการศึกษา 2564 และปีการศึกษา 2565 โดยจะลงพื้นที่ประชาพิจารณ์ตามภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ภาคกลาง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 21 มกราคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วันที่ 29 มกราคม ภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ และภาคใต้ ที่มหาวิทยาลัยสงขาลนครรินทร์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ทปอ.จะทำประชาพิจารณ์ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย การปรับระบบทีแคสครั้งนี้ เนื่องจากมีเสียงเรียกร้องจากนักเรียน และผู้ปกครอง เกี่ยวกับภาระการสอบ ซึ่งในส่วนของ ทปอ.เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มของการรับสมัครเท่านั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และอีกหลายภาคส่วน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่ใช่หน้าที่ ทปอ.เท่านั้น แต่ ทปอ.ยินดีที่จะเป็นแพลตฟอร์มการรับสมัครที่ดีที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อที่ทำให้กระบวนการรับบุคคลาเข้าศึกษาต่อดีกว่าที่ผ่านมา
“เบื้องต้นการปรับทีแคสปี 2564 และปี 2565 คือการลดรอบ จากเดิมที่มี 5 รอบ ลดเหลือ 4 รอบ โดยรวมรอบ 3 รับตรงร่วมกัน และรอบ 4 แอดมิสชั่นส์ ไว้ด้วยกัน แต่หลักเกณฑ์การรับสมัครจะไม่รวมกัน เกณฑ์การรับสมัครรอบ 3 ที่มหาวิทยาลัยกำหนดเองยังคงอยู่ และเกณฑ์การรับสมัครรอบ 4 ที่มหาวิทยาลัยกำหนดร่วมกับ ทปอ.ยังคงมีอยู่ แต่ผู้สมัครเลือกสมัครพร้อมกันในครั้งเดียวได้ การประกาศครั้งแรก ถ้าผู้สมัครติดสาขาที่ลงทะเบียนไว้ จะต้องเลือกว่าเรียนเลยหรือไม่ โดยจะต้องยืนยันสิทธิทันที ถ้ามีผู้สมัครไม่กดยืนยันสิทธิ ระบบจะประมวลผลเพื่อดึงเอาผู้สมัครที่ไม่ติดการประกาศผลในครั้งแรก และมีคะแนนในลำดับถัดไปขึ้นมา เพื่อให้ผู้สมัครไม่ต้องสมัครใหม่ เป็นต้น เชื่อว่าวิธีการนี้จะทำให้ลดความเครียด และระยะเวลาการสมัครลงไปได้” นายสุชัชวีร์ กล่าว
นายสุชัชวีร์กล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงทีแคสปี 2564 และปี 2565 คือการสละสิทธิ ที่จากเดิมผู้สมัครเรียนสละสิทธิได้ครั้งเดียวในรอบใดก็ได้ เช่น ผู้สมัครรอบ 2 โควตา ผ่านการคัดเลือก และกดยืนยันสิทธิไปแล้ว แต่ลังเลอยากสมัครในรอบ 4 ใหม่ ก็เข้าระบบไปกดสละสิทธิรอบ 2 ในรอบการสมัครรอบที่ 3 เพื่อเตรียมตัวสมัครในรอบ 4 ต่อไป ทำให้เกิดปัญหาคือนักเรียนกั๊กที่นั่ง มหาวิทยาลัยไม่สามารถคำนวนจำนวนรับในแต่ละรอบได้อย่างแน่นอน แต่การเปลี่ยนระบบครั้งนี้ จะให้นักเรียนลสะสิทธิได้รอบเดียว และต้องสละสิทธิในการสมัครรอบนั้นๆ เช่น นักเรียนสมัครรอบ 2 และยืนยันสิทธิแล้ว แต่เปลี่ยนใจอยากลงสมัครรอบ 4 ต้องสละสิทธิในรอบที่ 2 ทันที เพื่อรอลุ้นในการสมัครรอบ 4 รอบ หากผู้สมัครติดสาขาในรอบ 4 แล้ว ผู้สมัครไม่สามารถสละสิทธิในรอบนี้ได้อีกแล้ว
นายสุชัชวีร์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นายสุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ.เห็นว่าสิ่งที่ได้จากระบบทีแคส คือบิ๊กดาต้า ที่จะทำให้ ทปอ.ทราบข้อมูลว่าแต่ละมหาวิทยาลัยเปิดรับสาขาใดบ้าง นักเรียนรุ่นใหม่อยากเรียนสาขาอะไร อยากไปเรียนที่ไหน สาขาใดมีผู้สมัครจำนวนบ้าง สาขาใดไม่มีผู้สนใจ และในอนาคตจะมีเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้นนั้น ยังไม่มีการศึกษาลงลึกถึงรายละเอียดเลย โดย ทปอ.จะตั้งคณะทำงานปฏิรูปอนาคตมหาวิทยาลัยขึ้น 1 ชุด มีผู้แทนจากเครือข่ายแผนและยุทธศาสตร์ เครือยข่ายด้านวิจัย และเครือข่ายด้านวิชาการ ร่วมกันศึกษาทางออกของอุดมศึกษา และประเทศไทยในอนาคต โดยคณะทำงานชุดนี้ต้องขมวด รวบรวมรายละเอียด แนวทางเบื้องต้น เสนอต่อที่ประชุมวิชาการที่จุฬาฯ เป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคม 2563 เมื่อจัดทำสำเร็จแล้ว ทปอ.จะนำข้อมูลชุดนี้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาประเทศ
นายสุวิทย์ กล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความท้าทายของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จะเข้ามาตั้งศูนย์ที่ประเทศไทยเมื่อใดก็ได้ คำถามคือมหาวิทยาลัยไทยควรจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร ลูกหลานของเราควรจะมีทักษะอะไรที่อยู่ในกระแส และสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนของโลกได้ ทปอ.มีข้อมูล และบุคลากรที่มีประสิทธิภาพรองรับการทำงานในการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องช่วยรัฐบาลอีกกำลังในการคิด และวางแผนพัฒนากำลังคนในอนาคตต่อไป

