10 ข่าวเด่น ปี 2562 แวดวง ‘ศึกษา-ศาสนา-วัฒนธรรม’

30.12.19 | 13:45 น.

1.สถาปนา 2 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โปรดสถาปนา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ และสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็น “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า”

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่มีฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชน ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

นอกจากนี้ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้น 9 รูป โดยโปรดสถาปนาสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะ 4 รูป ได้แก่ “พระพรหมวชิรญาณ” วัดยานนาวา เป็นสมเด็จพระมหาธีราจารย์, “พระสาสนโสภณ” วัดโสมนัสราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระมหามุนีวงศ์, “พระพรหมมุนี” วัดราชบพิธฯ เป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และ “พระพรหมมังคลาจารย์” วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี และทรงโปรดสถาปนาพระราชาคณะเจ้าคณะรองอีก 5 รูป !!

 

Advertisement

2.ตั้ง กก.ควบคุม ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

หลังเกิดการชุมนุมคัดค้านจากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนคนใหม่ ได้ฤกษ์ลงนามในคำสั่งให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ อยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ภายหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารชุดเก่า และมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในฐานะผู้รับใบอนุญาต ที่มีคำสั่งพักงาน นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผู้อำนวยการ และ นายวัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี ผู้จัดการ และให้พ้นจากหน้าที่ เนื่องด้วยเรื่องการจัดซื้อที่ดิน และกิจการโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ โดยให้ส่งมอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน ให้คณะกรรมการควบคุมฯ ทั้งหมด

ทั้งนี้ คณะกรรมการควบคุมฯ นัดแรกที่มี นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน มีมติปลด นายยอด วิจักษณ์โยธิน พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียน และให้ นางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ นางชูชีวี ม่วงวิโรจน์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ และให้ นางจินตนา ปรีชาจารย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ นอกจากนี้ ยังให้ นายบรรจง ชมภูวงศ์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ และ นายสุรินทร์ อนุชิราชีวะ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ

ล่าสุดทางมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรฯ ได้เตรียมยื่นอุทธรณ์สช.ใน 30 วัน

 

3.ยกเลิก “น.ร.เงื่อนไขพิเศษ” สกัด “แป๊ะเจี๊ยะ”

“แป๊ะเจี๊ยะ” ปัญหาโลกแตกในแวดวงการศึกษาไทย ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หลายสมัยพยายามแก้ไข แต่ดูจะล้มเหลวไม่เป็นท่า จนมาถึงยุคท้ายๆ ของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่ผลักดันเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ภายหลังคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีมติปรับปรุงประกาศ สพฐ.เรื่องการรับนักเรียนปีการศึกษา 2562 โดยให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 3 ข้อ จาก 7 ข้อ

แต่เมื่อนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้เปรยๆ ว่าจะกลับมาใช้เงื่อนไขพิเศษตามเดิม โดยเฉพาะเงื่อนไข “ผู้อุปการะทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียน” เพราะส่งผลกระทบกับการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน

ล่าสุด แนวปฏิบัติในการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 ยังคงใช้แนวทางเดียวกับปีที่ผ่านมา แต่ให้ “คณะกรรมการรับนักเรียนระดับจังหวัด” พิจารณาว่าโรงเรียนใดจำเป็นต้องใช้เงื่อนไขพิเศษ 3 ข้อ ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ก็ให้ดำเนินการได้ แต่หากเกิดปัญหาร้องเรียนภายหลัง จะต้องรับผิดชอบกันเอง !!

 

4.ส่อทุจริตสอบ “ขรก.กองพระราชพิธีการศพฯ”

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพิ่งทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ ตำแหน่ง “นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ” จำนวน 150 อัตรา สังกัดกองพระราชพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ครั้งแรก ซึ่งสำนักพระราชวังได้โอนภารกิจงานเกี่ยวกับพิธีศพในพระราชานุเคราะห์ ให้ วธ.เป็นผู้รับผิดชอบเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจัดสอบกรณีพิเศษ มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า “ทุจริต” เสียแล้ว โดยระบุว่าผู้ที่สอบติด 10 อันดับแรกหลายๆ คน เป็นอดีตทีมงาน และคนใกล้ชิดอดีตรัฐมนตรีว่าการ วธ.คนหนึ่ง

นอกจากนี้ มีแนวโน้ม “ข้อสอบรั่ว” เพราะผู้เข้าสอบบางคนรู้คำตอบล่วงหน้า และมีข้าราชการซี 9 ถูกร้องว่าจัดติวข้อสอบให้ผู้เข้าสอบบางคน และผู้ที่ได้รับการบรรจุบางคน ไม่ได้ฝึกปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งที่วัด

จึงได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการ วธ., คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), ศาลปกครอง, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ฯลฯ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ วธ.หลังรับตำแหน่ง ได้ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีนายสมเกียรติ พันธรรม ผู้ตรวจราชการ วธ.เป็นประธาน ที่ตั้งโดยปลัด วธ.เร่งสอบให้ครอบคลุมทุกประเด็น และสรุปโดยเร็ว หากมีข้อสรุปว่ากระบวนการสอบคัดเลือกฯ ไม่ถูกต้อง ก็ “ยกเลิก” การสอบได้

แต่จนถึงขณะนี้ ผลสรุปของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ถูกนายอิทธิพลตีกลับหลายครั้งหลายครา เพราะไม่ชัดเจน ไม่สามารถเคลียร์ข้อร้องเรียนแต่ละข้อ และไม่สามารถหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้ !!

 

5.ทปอ.เร่งยกเครื่องระบบ “ทีแคส”

ผลการรับสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ประจำปีการศึกษา 2562 ทั้ง 5 รอบ ทำเอาที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ต้องปรับวิธีคิดใหม่สำหรับปีการศึกษา 2563 เพราะที่นั่งเหลือจากจำนวนรับรวมกันกว่า 2 แสนที่นั่ง

เบื้องต้นพบว่าการรับทีแคสแต่ละรอบ มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน รอบที่ 1 พอร์ตฟอลิโอ หรือแฟ้มสะสมผลงาน มีผู้สมัครมากที่สุด รอบที่ 2 โควต้า มีผู้ยืนยันสิทธิการเข้าเรียนมากที่สุด ส่วนรอบที่ 5 รับตรงอิสระ มีผู้สละสิทธิน้อยที่สุด

นอกจากนี้ ที่เป็นปัญหาอย่างมากคือ การใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการรับสมัครรวม 5 รอบ

ดังนั้น ทปอ.จึงมีแนวคิดปรับเล็ก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยในปีการศึกษา 2563 จะร่นระยะเวลาในการรับสมัคร 5 รอบให้สั้นลง ส่วนปีการศึกษา 2564 จะยุบรวมการรับสมัครทีแคสรอบ 3 รับตรงร่วมกัน และรอบ 4 แอดมิสชั่นส์ ไว้ด้วยกัน

ส่วนจะปรับในเรื่องไหนอีก จะประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 !!

 

6.แก้พ.ร.บ.การศึกษาฯ – ปรับโครงสร้างศธ.

เขย่าวงการ “ผู้บริหารและครู” เมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ยกร่างโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) เสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียก “ผู้อำนวยการโรงเรียน” มาเป็น “ครูใหญ่” และเปลี่ยน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” มาเป็น “ใบรับรองความเป็นครู” เกิดเสียงต่อต้านจากผู้บริหารและครูทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลเรื่องกระทบขวัญกำลังใจ และความก้าวหน้าทางวิชาชีพโดยเฉพาะเงินวิทยฐานะ

นำมาสู่การทำหนังสือคัดค้าน อ้างว่าไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง คณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกับตีกลับร่างพ.ร.บ. และแม้กอปศ.จะพยายามผลักดันด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อจะได้เสร็จทันรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่รัฐบาลไม่ได้ตอบรับ เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

เขย่าซ้ำด้วยการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการศธ.มอบนโยบายว่าให้ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน หน่วยงานที่ถูกเพ่งเล็ง คือ ศึกษาธิการภาค(ศธภ.) ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) เพราะถูกมองว่าซ้ำซ้อนมาโดยตลอด

ผู้บริหารในจังหวัดแท็กทีมกันคัดค้านโดยรวมพลังแต่งชุดดำทั่วประเทศ เคลื่อนไหวผ่านพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 6 พรรค สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยอ้างเหตุผลว่าศธ.ตั้งธงล่วงหน้า ขณะที่นักวิชาการก็ไม่มั่นใจว่าปรับปรุงโครงสร้างแล้ว จะดีกว่าเก่า

ยิ่งปรับ จะยิ่งกลายเป็นการเพิ่มตำแหน่งและอัตรากำลัง แต่สวนทางกับคุณภาพผู้เรียนหรือไม่

ก็ต้องรอดูว่าเจ้ากระทรวงจะกล้าชนกับกลุ่มที่เสียผลประโยชน์หรือจะยอมถอยเพื่อรักษาฐานเสียง

 

7.ผุดกระทรวงน้องใหม่ – ตั้ง 2 รมว.’อว.-ศธ.’

ผลจากการเลือกตั้งเป็นปี 2562 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จาก นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ มาเป็นนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการศธ. คนที่ 54 ภายใน 127 ปีแห่งการสถาปนาศธ. และถือเป็นกระทรวงที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด คือ 2 ปีต่อคน

ปีนี้ยังเกิดกระทรวงน้องใหม่อย่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.คนแรก เป็นการหลอมรวมระหว่าง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป้าหมายเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

นายสุวิทย์ ประกาศว่าจะเป็นต้นแบบของการปฏิรูป 3 เรื่อง คือ ปฏิรูปการบริหารให้มีความเป็นระบบราชการน้อยที่สุด ปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูปงบประมาณ โดยจะขับเคลื่อนให้เป็น “กระทรวงแห่งปัญญา กระทรวงแห่งโอกาส และกระทรวงแห่งอนาคต”

ขณะที่มีเสียงสะท้อนจากชาวอุดมฯ ในเชิงติดลบว่า “หนีเสือปะจระเข้” เพราะถูกตัดงบวิจัย แถมถูกบังคับให้หาพาร์ทเนอร์สนับสนุนงบวิจัยเอง

 

8.ควบรวมโรงเรียนเล็ก 658 โรง

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จัดทำแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)

ปรากฏว่าปี 2562 ได้ทำแผนควบรวมไปแล้ว  658 โรงเรียน และไม่สามารถควบรวม 3,364 โรงเรียน ในจำนวนนี้จำแนกตามเหตุผลได้ ดังนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่เกาะ พื้นที่สูง จึงควบรวมไม่ได้ 445 โรง และโรงเรียนไม่ประสงค์ควบรวม 2,919 โรง

และยังมีแผนควบรวมปี 2563-2565 อีก 5,447 โรงเรียน จำแนกเป็น ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 1,398 โรงเรียน ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 2,963 โรงเรียน และปีงบประมาณ 2565 จำนวน 1,086 โรงเรียน

คณะทำงานบูรณาการแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เสนอแนะว่าการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ควรหลากหลายและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และตั้งข้อสังเกตว่าการควบรวมโรงเรียน จะส่งผลให้ชุมชนขาดโรงเรียนในพื้นที่ เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่นักเรียนและผู้ปกครอง การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย และอาจกระทบต่อสถานภาพของครูและบุคลากร เป็นต้น

ถือเป็นรัฐบาลแรกที่กล้าควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

 

9. เฟ้นบิ๊ก ‘องค์การค้า-สกสค.-คุรุสภา’ ไม่จบ

ถือเป็นมหากาพย์สางทุจริตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ที่เป็นผลพวงมาจากการทุจริตภายในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร(สกสค.) ส่งผลให้ผู้บริหารสกสค.ถูกไล่ออก ขณะที่องค์การค้า(อค.)และคุรุสภา ก็ว่างเว้นจากผู้บริหารพอดี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จึงอาศัยจังหวะนี้โละ 3 บอร์ด “องค์การค้า-สกสค.-คุรุสภา”

ส่งผลให้ผู้บริหารทั้ง 3 องค์กรว่างเว้นมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปี 2562

ช่วง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สรรหาผู้บริหารไปแล้ว แต่ถูกร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติและกระบวนการสรรหาที่ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการศธ.ขณะนั้นต้องล้มการสรรหาและทำเรื่องเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่ารัฐมนตรีว่าการศธ.มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารทั้ง 3 ตำแหน่งได้หรือไม่

หลังได้รับคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าทำได้ จึงเดินหน้าการสรรหาจนได้ นายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นเลขาธิการสกสค.และนายอดุลย์ บุสสา เป็นผู้อำนวยการองค์การค้า แต่ทันทีที่ สกสค.ออกคำสั่งแต่งตั้ง ก็ถูกฟ้องร้องจาก นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้สมัครเลขาธิการสกสค. ว่ากระบวนการสรรหามิชอบด้วยกฎหมาย จนที่สุดนำมาสู่การฟ้องร้องศาลปกครองและคดียังคงยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลมาจนถึงตอนนี้

ถือเป็นการสรรหาผู้บริหารศธ.ที่วุ่นวายและยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งจะปิดฉากอย่างไรต้องติดตามต่อปี 2563

 

10. สารพัดปัญหาเอกชน

ปัญหาที่โรงเรียนเอกชนและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนเผชิญ เป็นปัญหายืดเยื้อ แม้ขอย้ายสังกัดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) มาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ราว 3-4 ปีก่อน ปัญหาก็ยังไม่ยุติ

ฝ่ายเอกชนรู้สึกว่ามีความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและเลือกปฏิบัติระหว่างสถานศึกษารัฐและเอกชน, จำนวนผู้เรียนลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากนโยบายการรับนักเรียนอย่างไม่จำกัดทั้งเรื่องระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวะ นำมาสู่การปิดโรงเรียนเอกชนกว่า 10 แห่งและวิทยาลัยอาชีวเอกชน 20 แห่ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาครูเอกชนลาออกเพื่อไปสมัครสอบครูผู้ช่วย, การแย่งเปิดรับนักเรียนระดับอนุบาล 3 ระหว่างโรงเรียนเอกชนและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), เรื่องเงินอุดหนุนรายหัวและงบรายหัวโครงการอาหารกลางวันระหว่างนักเรียนเอกชนและรัฐไม่เท่ากัน อาทิ เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนเอกชน ระดับอนุบาล-ป.6 ได้รับจัดสรรเพียง 62-63% ระดับมัธยมศึกษา ได้รับ 70% ขณะที่นักเรียนรัฐได้เต็ม 100% ของผู้เรียน เป็นต้น ปัญหาโรงเรียนหักหัวคิวเงินเดือนครูโดยบังคับให้ครูเซ็นบริจาคให้โรงเรียน ตลอดจนเรียกร้องให้เพิ่มผู้แทนเอกชนในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) และให้มีองค์กรหนึ่งอยู่ในโครงสร้างใหม่ของศธ.เพื่อเป็นปากเป็นเสียงและดูแลผลโยชน์ให้กับเอกชน

ปัญหาสถานศึกษาเอกชนในภาพรวม เป็นข้อเรียกร้องที่ขอกันมาหลายรัฐบาล ก็ต้องดูว่ารัฐบาลนี้จะมีนโยบายอะไรมาปลอบใจเอกชนที่อกหักมาแล้วหลายปี