เรียกร้องให้ปลดล็อก แยก “อุดมศึกษา” ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นานกว่า 10 ปี เพราะอึดอัดกับการทำงานที่ไม่คล่องตัว สภาพไม่ต่างจากลูกเมียน้อยที่ไร้การเหลียวแล!!
มาสัมฤทธิผลในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จัดตั้ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา
กระทรวงน้องใหม่นี้ เป็นการควบรวม สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เข้ากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กับ 5 หน่วยงานด้านการวิจัย ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) มาเป็น อว.
หลังการเลือกตั้งรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง อว. มาเป็นเจ้ากระทรวงคนแรก
เป้าหมาย เป็นกระทรวงที่จิ๋วแต่แจ๋ว คล่องตัว เป็นต้นแบบของการปฏิรูป 3 เรื่อง คือ ปฏิรูปการบริหารให้มีความเป็นระบบราชการน้อยที่สุด ปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูปงบประมาณ โดยจะขับเคลื่อนให้เป็น “กระทรวงแห่งปัญญา กระทรวงแห่งโอกาส และกระทรวงแห่งอนาคต” พันธกิจ สำคัญ คือการสร้างและพัฒนาคน การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ การสร้างและพัฒนานวัตกรรม
โดย 3 เดือนแรก นายสุวิทย์ โชว์ผลงาน ที่ได้ดำเนินการแล้วครอบคลุมใน 5 เรื่องหลัก คือ 1.การขับเคลื่อน BCG Model ในระยะเร่งด่วน 2.การปฏิรูปสังคมไทยให้ไม่หยุดเรียนรู้ 3.สานพลังเอกชนเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยร่วมมือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดทำโครงการ “1 ไร่ 1 ล้านบาท” สร้างรายได้เพิ่ม 10 เท่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4. ปฏิรูปงานวิจัยและนวัตกรรม เน้นตอบโจทย์ประเทศ เอกชน และชุมชน และ 5.ปลดล็อกมหาวิทยาลัย พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลก
เรียกว่า เป็นกระทรวงที่เต็มไปด้วยความหวังของชาวอุดมศึกษา แต่ผ่านไปกว่า 6 เดือน กลับมีเสียงสะท้อนจากชาวอุดมศึกษาในเชิงว่า หนีเสือปะจระเข้ งบวิจัยเกือบถูกตัด โดยเฉพาะในส่วนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(ววน.)ที่รับผิดชอบโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จากเดิมที่ขอไป 12,554 ล้านบาท ปรับลดจำนวน 8,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 63.7 ของงบประมาณกองทุนฯ โชคดีสามารถไฟท์กลับมาได้ทันท่วงที
แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่า จะจัดสรรถึงมือมหาวิทยาลัยในทิศทางใด เนื่องจากนโยบาย อว. ยังคงให้มหาวิทยาลัยหาพาร์ทเนอร์สนับสนุนงบวิจัยเอง แถมให้เน้นเฉพาะงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ
ทำให้มหาวิทยาลัยเหมือนถูกบีบ เพราะต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ยังเน้นวิจัยด้านสังคม และมองว่า นายสุวิทย์ ไม่ได้สนใจเรื่องมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร แต่ไปเน้นทำงานในเรื่องยิบย่อย อาทิ การปรับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ขณะที่ข้อเรียกร้องของบุคลากร อย่างเช่น การยกร่างพ.ร.บ.ระเบียบพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. … ยังไม่มีเสียงตอบรับจากเจ้ากระทรวงเท่าที่ควร
แม้จะได้งบวิจัยในส่วนกองทุน ววน. คืนมา แต่ก็ยังมีเสียงแว่วมาว่า งบวิจัยของมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ที่ต้องเสนอขอกับสำนักงบประมาณโดยตรงนั้น ถูกหั่นทิ้งแทบไม่เหลือ ยังไม่รวมงบสนับสนุนการเรียนการสอนที่ถูกปรับลด ทำให้ชาวมหาวิทยาลัยเองอดสงสัยในความจริงใจของรัฐบาลไม่ได้ โดยนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า 6 เดือนแรกถือว่าอว. เริ่มต้นได้ดี สมกับที่ผลักดันให้แยกตัวออกจากศธ. มีความอิสระและมีภาพชัดเจนเชิงนโยบาย เห็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ แต่ในทางปฏิบัติอาจจะเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะนโยบายของรัฐมนตรีว่าการอว. อาจจะสวนทางกับวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย การทำงานจึงยังไม่สอดคล้องเท่าที่ควร โดย 6 เดือนที่ผ่านมา นายสุวิทย์ยังขาดการพูดคุยกับผู้ปฏิบัติงาน อย่างอาจารย์ นักวิจัย ส่วนใหญ่จะพูดคุยแต่เฉพาะอธิการบดีและผู้บริหาร
ตอนนี้อุดมศึกษา มีปัญหาสำคัญที่ไม่ได้รับการแก้ไขอีกมาก เช่น ชุดของงานวิจัย ซึ่งนโยบายเน้นวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่งานวิจัยในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ เป็นงานวิจัยด้านสังคม หากไม่ทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ ก็จะไม่ได้งบ ต้องไปหาเงินเอง เป็นการบีบบังคับในส่วนนี้ทำให้อาจารย์ขาดอิสระ ตึงเกินไป หากเป็นเช่นนี้ระยะยาวอาจจะเกิดปัญหา ดังนั้นต้องหากึ่งกลางที่เหมาะสม
“6 เดือนแรก ถือว่าอว. เริ่มต้นได้ค่อนข้างดี มีนโยบายชัดเจน เพราะนายสุวิทย์มีการเตรียมความพร้อมมาส่วนหนึ่ง แต่มีปัญหาที่กระบวนการทำงาน ซึ่งอาจจะยังขัดกับวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากให้คะแนนผลงาน ให้ 6 เต็ม 10 ถือว่าผ่าน ปีหน้าอยากเห็นภาพการทำงานที่สมดุล ระหว่างนโยบาย แผนการทำงาน และบุคลากรที่ปฏิบัติงาน เป็นโจทย์การทำงานแบบร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่นโยบายที่ลงมาจากรัฐอย่างเดียว รวมถึงอยากให้มีการขับเคลื่อนในสิ่งที่ขาดหายไป ที่รัฐบาลนี้ไม่พูดถึงคือ คุณภาพบัณฑิต การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างงานวิจัยด้านส่งแวดล้อม” นายสมพงษ์กล่าว
น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มองคล้ายกันว่า เห็นด้วยกับนโยบายอว. ในช่วงแรกที่ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาอุดมศึกษา แต่พอผ่านมาระยะหนึ่ง พบว่ารัฐบาลเองไม่ให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร เห็นได้จากงบวิจัยและงบสนับสนุนการเรียนการสอนที่ถูกตัด ทำให้ไม่เข้าใจทิศทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยของรัฐบาล ที่บอกว่าจะเร่งผลักดัน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะดำเนินการอย่างไร เพราะการกระทำของรัฐบาล และอว. เองค่อนข้างสวนทาง ไม่มีความชัดเจน ขณะที่การตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ทั้งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) ฯลฯ ที่ยังค้างอยู่ ทำให้การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เกิดความล่าช้า
ดังนั้นให้คะแนนการทำงาน นายสุวิทย์ 6 เดือนที่ผ่านมา 5 เต็ม 10 แม้จะไม่ถือว่าสอบตก แต่ก็ผ่านแค่คาบเส้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะนายสุวิทย์ ยังไม่รู้สึกเป็นเนื้อเดียวกันกับมหาวิทยาลัย แม้จะบอกว่าเคยเป็นอาจารย์มาก่อน
โดยปี 2563 หวังว่า จะเห็นแผนงานพัฒนาอุดมศึกษาในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องการสรรหาอธิการบดี ซึ่งยังมีข้อถกเถียงกันว่า อายุ 60 ปีสามารถเป็นอธิการบดีได้หรือไม่ ปัญหาธรรมาภิบาลในสภามหาวิทยาลัย อธิการบดีเกาหลังกันเอง และปัญหาสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง รวมถึงเรื่องสัญญาจ้าง เหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรต้องแก้ไข
สรุปภาพรวมในส่วนของอว. ซึ่งเป็นกระทรวงน้องใหม่ ปี 2562 แม้ผลงานจะยังไม่เข้าตาชาวมหาวิทยาลัย โดยให้คะแนนแค่คาบเส้น แต่ก็ไม่ถือว่าสอบตก และคงต้องให้กำลังใจ เพราะเวลาตั้งไข่แค่ 6 เดือน อาจน้อยเกินกว่าจะประเมินได้ว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน
ต้องรอดูว่า ปี 2563 รัฐมนตรีว่าการอว.จะมีผลงานอะไรมาปลอบใจชาวอุดมศึกษาให้ยิ้มกันได้บ้าง

