หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการยัน...

นักวิชาการยันต้องปรับโครงสร้าง ศธ.แก้ปัญหาทับซ้อน-การศึกษาชาติเสียหาย 30 ปี

22.01.20 | 09:45 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกรณีกลุ่มศึกษานิเทศก์ (ศน.) บุคลากรกลุ่มตรวจสอบภายใน (ตสน.) และบุคลากรกลุ่มเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการศึกษา (ICT) จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศกว่า 1,000 คน แต่งชุดดำคัดค้านการปรับโครงสร้าง ศธ.ใหม่ต่อนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และนายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.เพื่อคัดค้านการถ่ายโอน ศน.ภายใน สพท.ไปสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระทรวงเป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อคน และละเอียดอ่อนกับชีวิตคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ที่ผ่านมาจะเห็นว่าการปรับโครงสร้างจะเป็นเรื่องลำดับสุดท้ายที่ถูกหยิบมาพูดถึง ดังนั้น การดำเนินการต่างๆ ของ ศธ.ต้องระมัดระวัง คืออย่าใช้ชุดความคิดเบ็ดเสร็จ หรือมีคำตอบไว้แล้ว เพราะจะทำให้เกิดความตื่นตระหนก และต่อต้าน ซึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอื่นๆ

“หากการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.โดยกำหนดกรอบโครงสร้าง ศธ.ไว้ก่อนแล้ว จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม คลางแคลงใจ ไม่ร่วมมือ คิดว่าเรื่องนี้ ศธ.พลาดไปนิด เพราะทำงานคล้ายกับเตรียมการไว้ก่อนแล้ว ขั้นตอนการดำเนินการผิดขั้นตอน เพราะต้องรับฟังความเห็นจากผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจไปก่อน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ศธ.จำเป็นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงสร้างที่ทับซ้อน ศูนย์เปล่า และไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะมีผลต่อคุณภาพการศึกษา กระทบต่อคน การทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร หากไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ศธ.และอยู่ระบบเดิมต่อไป ไม่โยกย้าย หรือไม่ปรับปรุง ขอตั้งคำถามว่าเกือบ 30 ปีที่โครงสร้างนี้มีอยู่ ทำให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดคุณภาพ และทำให้การศึกษาดีขึ้นหรือไม่ รวมถึง โครงสร้างเดิม ได้สร้างความเสียหายกับการศึกษามากน้อยแค่ไหน เกิดผลดีกับผู้เรียนจริงหรือไม่ สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายที่ออกมาเรียกร้องหรือไม่ หากยืนยันว่าโครงสร้างยังคงเหมือนเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง แล้วจะทำอย่างไรให้ระบบที่มีอยู่เดิมดีขึ้นบ้าง และจะยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างไรภายใต้โครงสร้างเดิม

“จุดอ่อนของการเดินหน้าปรับโครงสร้าง ศธ.คือการทำความเข้าใจที่ต่ำ ทำให้เกิดความไว้วางใจไม่มากพอ และไม่เห็นเป้าหมายที่เป็นประโยชน์กับเด็ก และคุณภาพการศึกษาของประเทศ อีกทั้ง จะรับประกันได้หรือไม่ว่าหากปรับโครงสร้างแล้ว การดำเนินงานต่างๆ จะดีขึ้นจริง ที่บอกว่าการปรับปรุงจะไม่ให้มีผลกระทบต่ออัตรา ตำแหน่งงานต่างๆ ซึ่งมีที่ใดบ้าง เวลาปรับปรุง ปฏิรูป หรือเปลี่ยนแปลงองค์กรแล้ว ไม่มีผลกระทบบ้าง เป็นไปไม่ได้ จะต้องมีคนได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่นอน การที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาจากภาคเอกชน มองว่าการตัดสินใจ หรือการบริหารงานต่างๆ ไม่ฟังความคิดเห็นรอบด้านมากพอ เมื่อตัดสินใจบางอย่างแล้วถูกคนต่อต้าน ก็ถอย ไม่ค่อยมีความกล้าหาญทางนโยบายนัก เพราะบางเรื่องจะต้องมีขั้นตอนที่ดี มีจังหวะ และตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด ชัดเจน และเกิดการยอมรับได้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ที่มีข้อสังเกตว่าการประท้วงอาจไม่เหมาะสม ตนมองว่าไม่เหมาะที่จะใช้เวลาที่อยู่ในห้องเรียนออกมาประท้วง เพราะทางกลุ่มมีองค์กร หรือผู้แทน ที่สามารถนำความเดือดร้อนของครูมาเสนอให้ ศธ.รับทราบอยู่แล้ว ปัจจุบันนักเรียนในระบบถูกทิ้ง และบอบช้ำอย่างหนัก เมื่อครูออกมาประท้วง จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของครูด้วยว่าประท้วงเพื่ออะไร เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ตนเอง หรือนักเรียน

Advertisement

“ผมเห็นว่าออกมาประท้วงได้ แต่ต้องระมัดระวังว่าจะทำให้คนรู้สึกว่าครูกำลังมารักษาผลประโยชน์ของตน และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือพยายามปรับปรุงงานที่ทำงานให้ดีขึ้น มองว่าทั้ง ศธ. ครู และผู้แทนองค์กรครู ต้องยอมถอยกันบ้าง เพื่อเข้าใจ และมองเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว