รองนายกฯ-รมว.อว.ชู ‘ดิสรัปชั่น’ ทะลวง-เปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

6.02.20 | 16:30 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรม เดอะสุโกศล กรุงเทพฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 เรื่อง “โอกาสและความท้าทายของสถาบันอุดมศึกษาไทยภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)” จัดโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ว่า มหาวิทยาลัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ และหลายครั้งที่พยายามบอกว่าต้องสร้างสิ่งใหม่เพื่อพัฒนาประเทศ แต่กลับไม่มีใครสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทยเริ่มสู้เวียดนามไม่ได้ และ 10 ปีที่ผ่านมา สังคมวุ่นวาย เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ดังนั้น ถ้าต้องการเด็ก หรือบัณฑิตที่รับผิดชอบต่อสังคม ยึดสังคมมาก่อนตนเอง มหาวิทยาลัยต้องรับหน้าที่ผลิตบัณฑิตให้เป็นเช่นนี้ ฉะนั้น ต้องกลับมาดูหลักสูตรของตนเอง จำเป็นต้องเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ เพื่อให้ผลิตบัณฑิตที่ต้องการ

“ทั้งนี้ ต้องขอบคุณดิสรัปชั่น ที่ทำให้การศึกษาประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้ วันนี้บรรลุไปขั้นหนึ่ง เพราะเกิด อว.ขึ้นมา ได้รับการจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อพัฒนาตนเอง ดังนั้น ในนามของรัฐบาล มีความต้องการ 3 ด้าน ที่ให้มหาวิทยาลัยพัฒนาประเทศ คือ 1.สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ร่วมมือ และช่วยกันทำวิจัย ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต 2.มหาวิทยาลัยต้องช่วยสร้างนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของประเทศ และ 3.การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขอให้มหาวิทยาลัยนำดิสรัปชั่น เป็นตัวทะลวง สร้างสิ่งใหม่ๆ เอาจุดเข็งของตนเองมาดู พัฒนา และเปลี่ยนแปลงตนเองต่อไป เชื่อว่าหากมหาวิทยาลัยมีความกล้า จะไม่มีใครมาขวางได้

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ อว.กล่าวว่า เมื่อสังคมเกิดดิสรัปชั่นขึ้นมา มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยทุกแห่งทราบปัญหา และปรับเปลี่ยนตัวเองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมานั่งคุยกันว่าเหตุใด หรือทำไมต้องเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ภารกิจของตนในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ อว.คือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของกลุ่มมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทปอ. ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) มาสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนพัฒนามหาวิทยาลัย โลกในศตวรรษที่ 21 การใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป คือการเรียนรู้ การทำงาน การเป็นวงจรหมุนเวียนกัน ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญ กลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยไม่ใช่นักเรียน นักศึกษาที่มีอยู่ 2-3 ล้านคนทั่วประเทศอีกต่อไป แต่เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 30 ล้านคน ที่จะต้องเพิ่มทักษะ และสร้างทักษะ ให้กับคนเหล่านี้ใหม่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
 

Advertisement

เพิ่มเพื่อน
 

รศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย ประธานคณะกรรมการแผนงานและกลยุทธ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ชุมชน และสังคม แต่อิสระในการจัดสรรทรัพยากรของมหาวิทยาลัยเริ่มหายไป ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรจะมีอิสระในการบริหารด้านต่างๆ ส่วนนโยบาย อว.ที่แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงยุทธศาสตร์ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และกลุ่มการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่นั้น ควรจะนำปัญหาประเทศเป็นที่ตั้ง และคลี่ปัญหาออกมา อาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งมหาวิทยาลัยตามกลุ่ม ที่สำคัญ การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเช่นนี้ และมีตัวชี้วัด จะทำให้ทำลายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ เห็นภาพนโยบายของ อว.คือการพัฒนาคน และมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ รองรับโครงการเขตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วมหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร เพื่อเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และมีจิตสาธารณะ สามารถมองภาพสังคมมากก่อนภาพส่วนรวม ภูมิใจในความเป็นไทย และสามารถประกอบอาชีพทำงานต่อไปแล้ว มีอะไรที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อพัฒนาคนเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ประชุมเสนอให้พัฒนาหลักสูตรแนวใหม่ เนื่องจากหลักสูตรที่มีในปัจจุบัน ช้าเกินไปที่จะตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของประเทศ

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ประธานคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ร่วมหารือในประเด็นต่างๆ เพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย และนักวิจัย ควรปฏิรูปตนเองอย่างไรบ้าง ระบบจะต้องปลดล็อคอะไรบ้าง เพื่อให้มหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเทศ และตอบโจทย์โลก ทั้งนี้ การพัฒนาวิจัย และนวัตกรรมอย่างไร ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีนโยบายจากบนลงล่าง จะไม่ได้ผล ดังนั้น ถ้าประเทศต้องการวิจัย และนวัตกรรมที่ดี รัฐบาลต้องมีนโยบายบายที่ชัดเจนว่าการวิจัย และนวัตกรรม เป็นกุญแจการพัฒนาประเทศ และสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และสร้างนวัตกรรมต่อไป