เมื่อวันที่ 2 ก.ค. นายพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่สังคมมักกล่าวว่านักวิชาการดีแต่พูด ซึ่งตนมองว่าเป็นหน้าที่ในการชี้ให้เห็นปัญหาและแนะนำทางเลือก ช่วยคิดแก้ไข หากไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการควรโต้แย้งด้วยเหตุผล
หลังจากนั้น นายพิพัฒน์ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาระหว่างผู้ค้าปากคลองตลาดกับกทม. ในขณะนี้ โดยเชื่อมโยงถึงปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกับในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งอื่นๆ อาทิ ป้อมมหากาฬ และเวิ้งนาครเกษมอีกด้วย
เนื้อหามีดังนี้
สิ่งที่บางครั้งผมฟังแล้วมักต้องถอนหายใจยาวๆ คือการที่คนชอบพูดว่านักวิชาการดีแต่พูด ผมว่าด้านหนึ่งมันคือหน้าที่ครับ ซึ่งหน้าที่ดีแต่พูดที่ว่านี้มีตั้งแต่ให้ทางเลือก แนะนำจุดที่เป็นปัญหา หรือช่วยคิดแก้ไข พวกคุณจะทำหรือไม่ทำ จะฟังหรือเปล่ามันอีกเรื่อง นักวิชาการไม่ได้พูดแล้วถูกทุกอย่าง ผิดก็มีครับ เพราะบางปัญหาองค์ประกอบมีหลายตัว ยังไม่นับว่าก็ไม่รู้เหมือนที่ทุกคนก็มีความไม่รู้ ปัญหามันอยู่ตรงที่ถ้าเราบอกว่าไม่เชื่อนักวิชาการ ควรอธิบายด้วยเหตุผลมาโต้แย้งครับ ประเภทพูดแค่ดีแต่พูด แล้วไม่อธิบายโต้แย้ง ไม่มีประโยชน์เลย
อีกอย่างถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมานักวิชาการคือใครปัญหาของสังคมคือคิดว่าเป็นพวกอาจารย์ในมหาลัย นั่นคือปัญหาหนึ่ง แต่ถ้าขาดศรัทธาแบบนั้นการศึกทางเลือกหรือไม่เลือกจะศึกษาอาจจะดีที่สุด อย่าส่งลูกหลานเรียนมหาลัยถ้าคิดว่าเรากำลังขาดความเชื่อมั่น เพราะถ้าเรายังส่งแสดงว่ายอมจำนนต่อระบบครับ
บางครั้งคนเราต้องมีจินตนาการที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น ซึ่งอันนี้สำคัญ ปัญหาคือเรามักจำกัดจินตนาการของเราเองด้วยข้อจำกัดมหาศาล แล้วก็บอกว่าแก้ปัญหาไม่ได้หรอก ในพจนานุกรมผมคือปัญหามีไว้ให้คิดและแก้ไข มีไว้ให้พุ่งชนครับ
ช่วงนี้กรุงเทพฯ มีปัญหาในแง่ของการจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์หลายจุดเช่น ล่าสุดก็ปากคลองตลาด ตอนนี้ก็ยังมีป้อมมหากาฬ หรือที่กำลังจะหายไปจากแผนที่ในฐานะย่านดนตรีก็คือเวิ้งนครเกษม
พื้นต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีประวัติศาสตร์ในตัวเอง เช่นป้อมมหากาฬนี่แทบไม่ต้องพูดถึงในแง่ประวัติศาสตร์ แต่ที่ผมเห็นอย่างมีนัยยะสำคัญมากของชุมชนที่ป้อมฯ คือพลังและความเข้มแข็งของชุมชนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนแบบนี้หาได้ยากมากในสังคมเมืองสมัยใหม่ น่าเสียดายที่ กทม. จะไม่พยายามเรียนรู้จักมัน เอาแต่ส่งเสริมชุมชนประดิษฐ์ และชุมชนนายทุน
เวิ้งนครเกษมเป็นตลาดการค้านานาชาติแห่งแรกๆ ในกรุงเทพฯ และเป็นย่านขายเครื่องดนตรีเก่ายุคแรกเริ่มของโก๋หลังวัง ยุค 90 สะท้อนประวัติศาสตร์สมัยใหม่มากมาย แทนที่ กทม. จะตกตวงส่งเสริมให้เกิดที่ท่องเที่ยวย่านเก่า (เช่นในลอนดอนมี Covent Garden ก็ทำย่านเก่าให้เป็นที่เที่ยว) แต่กลับปล่อยให้สลายตัวไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่สามารถนำมาเป็นจุดขายด้านการรับอิทธิพลดนตรีจากอเมริกายุคแรกเริ่มได้ หรือชูประเด็นย่านวรรณกรรมสมัยใหม่สะท้อนสังคมเช่นเรื่องสามเกลอ ยังได้เลยส่วนปากคลองตลาด ถึงจะทำให้รถติดไปบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก เงื่อนไขเดียวเท่าที่รู้มาบ้างคือมีความต้องการให้พ่อค้าแม่ค้าไปขายดอกไม้ ในตลาดด้านใน เพื่อให้ตลาดเอกชนบริษัทยอดพิมานฯ ได้ค่าเช่าที่ซึ่งแพงมาก ส่วนเรื่องจัดระเบียบทางเท้าคงเป็นเหตุผลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ก็เห็นเทศกิจก็จัดระเบียบมาตลอด ฟังแล้วก็อดสงสัยข้ออ้างจัดระเบียบทางเท้าไม่ได้ โอเค ถึงจะดูไม่เป็นระเบียบไปบ้างในยุคที่ประชาชนต้องขวาหันซ้ายหัน แต่ถ้ามีหัวคิดเสียหน่อยก็จับจัดระเบียบให้ไม่รกมากจนเกินไป จัดภูมิทัศน์ให้ดีก็จะเป็นสีสันของเมืองนครได้ในฐานะตลาดดอกไม้เก่าแก่ ของกรุงเทพฯ ในฐานะของคนชอบวาดรูป ปากคลองตลาดคือพื้นที่ฝึกฝีมือของศิลปินหลายคน เป็นที่ฝึกถ่ายรูปของทั้งชาวไทยและเทศมากมาย
ความจริงแล้ว พื้นที่พวกนี้นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ควรจะต้องใส่ใจด้วย ในสาขาหนึ่งของโบราณคดีมีเรื่องโบราณคดีเมือง (Urban archaeology) ซึ่งไม่ใช่มีหน้าที่แค่ขุดศึกษาเมือง แต่ต้องเข้าใจพัฒนาการของเมืองจากอดีตถึงปัจจุบัน ต้องเข้าใจแบบแผนพฤติกรรมของคน (behavior archaeology) ซึ่งเป็นเป้าหมายของโบราณคดีสมัยใหม่ โบราณคดีไม่ใช่มีหน้าที่ศึกษาของเก่าหรือประณีตศิลป์เท่านั้นครับ
ไม่มีสิ่งใดๆ ในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงต้องมีแผนที่เหมาะสม และรู้จักตักตวงประโยชน์ที่พึงได้ ได้ทั้งรัฐและประชาชนด้วย คิดสิคิด วิสัยทัศน์ครับ

