เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ (ทปอ.มรภ.) เปิดเผยกรณีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ระบุว่า ปีการศึกษา 2563 มีจำนวนเด็กลดลงอย่างเห็นได้ชัดทั้งระบบ เหลือเด็กที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพียง 2 แสนกว่าคน จากเดิมปี 2562 มีเด็กกว่า 3 แสนคน ซึ่งมหาวิทยาลัยค่อนข้างกังวลถึงอนาคตของ ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไร โดยมหาวิทยาลัยอาจต้องปิดการเรียนการสอนในคณะที่ไม่ได้รับนิยมเข้ามาเรียน ว่า กรณีที่จำนวนนักเรียนลดลงนั้น เป็นเรื่องที่แต่ละมหาวิทยาลัยต้องไปดูแล และบริหารจัดการ ทั้งนี้ ในการประชุม ทปอ.มรภ.จะหารือถึงผลกระทบว่าหากนักเรียนมัธยมลดลง จะต้องทำอย่างไร ซึ่งในบริบทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับตัว หรือทำ Re-inventing University เพื่อปรับตัวให้ทันกับโลก และเทคโนโลยีในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของ มรภ.คือทำงานในพื้นที่ ให้พื้นที่มีความเข็มแข็ง และอยู่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนั้น มรภ.ต้องปรับตัวไปในแนวนี้ และต้องปรับตัวให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย
ผศ.จรูญกล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อจำนวนผู้เรียนลดลง อาจต้องทบทวนปิดการเรียนการสอนในคณะ หรือสาขาที่ไม่นิยมเข้าเรียน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามกลไกของโลก ทั้งนี้ มรภ.แต่ละแห่งมีบริบทของตนเองอยู่แล้ว จึงสามารถจัดการบริหารได้ตามความเหมาะสม เช่น หากพบว่าส่วนไหนบริหารจัดการดีอยู่แล้ว ควรพัฒนาอะไรต่อ ส่วนไหนที่บริหารจัดการแล้วไม่คุ้มทุน อาจจะต้องปิดไป หรือปรับตัว เปลี่ยนแปลงไปเน้นด้านอื่นๆ
“ส่วนการเปิดหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้คนทั่วไป และคนวัยทำงานกลับเข้ามาเรียน เพื่อรีสกิล หรืออัพสกิลนั้น มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรจะรู้ว่าปัจจุบันประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบไหน เช่น การเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น การดูแลคนในระดับต่างๆ ให้มีความรู้ และพัฒนาตนเองได้ มหาวิทยาลัยก็ควรจะเดินหน้าต่อไปในรูปแบบนี้ ส่วน มรภ.ควรจะปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรนั้น มองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ มรภ.แต่ละแห่ง จะพัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร” ผศ.จรูญ กล่าว
ผศ.จรูญกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมี มรภ.จำนวนหนึ่งที่ปรับตัว เปลี่ยนโฉมตัวเอง จากการทำหน้าที่สอนเป็นหลัก มาลงพื้นที่พัฒนาชุมชน เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อว่าถ้า มรภ.สามารถเกาะงาน เกาะกิจกรรมเหล่านี้ได้ ก็ไม่กังวลว่ามหาวิทยาลัยจะประสบปัญหา เพราะตราบใดที่ มรภ.เป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างประโยชน์ต่อพื้นที่ การทำงานก็จะต่อเนื่อง เพราะงบประมาณไม่ได้อยู่แค่เฉพาะตัวนักศึกษา แต่อยู่ที่กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การทำงานให้ชุมชน ก็สามารถขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้อยู่รอดต่อไปได้

