เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่ตรวจสนามการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้น พบว่านักเรียนส่วนใหญกว่า 80% ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี สวมหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ทั้งนี้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ผลิตหน้ากากอนามัย เป็นหน้ากากผ้า สามารถซักได้ไส้ในกรองฝุ่น PM 2.5 ขณะนี้ผลิตแล้วประมาณ 50,000 ชิ้น และได้นำมาแจกตามศูนย์สอบต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประมาณ 30,000 ชิ้น และสั่งให้สอศ. ผลิตเพิ่มให้มากขึ้น ขอย้ำว่า เป็น ช่วงที่คนทั้งประเทศต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดของโรคนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญและคิดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างที่เห็นตัวเลขก็ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ประมาท ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจและหาวิธีป้องกัน
นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่มีนักเรียนละครูเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยงนั้น ขณะนี้โชคดีที่โรงเรียนหลายแห่งปิดภาคเรียน ส่วนที่ยังไม่ปิดส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียน นานาชาติ ซึ่งได้พูดคุยกันกับผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่ง พบว่า มีการวางแผนสอนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนมีศักยภาพในการบริหารจัดการได้ ส่วนโรงเรียนที่ปิดเรียนนั้น มีเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง บางแห่งขอปิดเพิ่มเพราะมีความเสี่ยง เนื่องจากอยู่ใกล้ โรงเรียนในเขตดอนเมือง แต่ก็ไม่ได้ปิดนาน บางโรงอยู่ต่างจังหวัด พบว่ามีผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ มีอาการไม่สบาย ก็ปิดครึ่งวันดูสถานการณ์ แต่เท่าที่ตรวจสอบแล้ว มีผลตรวจเป็นลบน่าจะเปิดสอนได้ตามปกติในวันที่ 2 มีนาคมเพราะฉะนั้นก็เป็นการวางแผนโรงเรียนต่อโรงเรียน สถานการณ์ต่อสถานการณ์ ซึ่งน่าจะเป็นการบริหารจัดการในเวลาที่เหมาะสม ศธ.ยังไม่ถึงกับต้องสั่งการให้ปิดโรงเรียนทั้งหมด เพราะการแพร่ระบาดยังไปไม่ถึงโรงเรียน แต่ก็ยืนยันว่าเราไม่ได้ประมาท เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประกาศมาตรการป้องกันออกไปแล้ว
“จากการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนที่มีนักเรียนไปต่างประเทศ ทุกโรงเรียนให้นักเรียนหยุดเรียน 14 วัน รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนเหตุผลที่โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ มีการปิดช่วงเวลาที่มากขึ้น เพราะอยู่ใกล้โรงเรียนที่มีปัญหาติดเชื้อที่ดอนเมือง เพราะฉะนั้นก็เป็นกระบวนการระมัดระวังของแต่ละโรงเรียน ซึ่งก็ได้มีการประสานงานใกล้ชิดกับศธ. และโรงเรียนฮาร์โรว์เอง ก็มีประสบการณ์ในประเทศจีนและฮ่องกง เพราะฉะนั้นเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการได้ โดยภาพรวมมีนักเรียนที่ติดเชื้อไม่ถึง 10 คน เด็กกลุ่มเสี่ยง ประมาณ 100 คนที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะสัมผัสกับเด็กที่ิป่วย”นายณัฏฐพลกว่า
นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ลงนามใน ประกาศศธ. เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ดังนี้ 1 ให้ชะลอการอนุมัติหรืออนุญาตการเดินทางไปอบรม ประชุม สัมมนา ศึกษาดูงาน และปฏิบัติ การวิจัยระหว่างประเทศ การไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในประเทศที่มีความเสี่ยงตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) 2.กรณีที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้เดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงให้ งด หรือ เลื่อนการเดินทางออกไป จนกว่าสธ.จะประกาศยกเลิก กรณีมีเหตุจำเป็น ให้แจ้งเหตุจำเป็นต่อผู้มีอำนาจอนุมัติเพื่อพิจารณา การเดินทางไปต่างประเทศ หรือแวะผ่านประเทศที่มีความเสี่ยงโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง 3. กรณีมีเหตุจำเป็น ต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ขอความร่วมมือให้ชะลอการเดินทางออกไปก่อน หากไม่อาจหลีกเสี่ยงการเดินทางได้ ให้ความร่วมมือแจ้งเหตุจำเป็นต่อผู้มีอำนาจอนุญาต และเมื่อเดินทางกลับให้ปฏิบัติตนตามมาตรการและรายงานกับผู้บริหารต้นสังกัดทราบ 4. ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือแวะผ่าน หรือกลับจากประเทศที่มืความเสี่ยง เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยให้ผู้นั้นมีหน้าที่ ดังนี้ เข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองและเผ่าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโควิด ที่โรงพยาบาลและพักเพื่อเฝืาดูอาการเป็นเวลา 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลาและให้รายงานตัวต่อ ผู้บังคับบัญชาทราบผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ทุกวัน
4.หากมีบุคคลจากประเทศหรือเขตการปกครองที่เลี่ยงฯ มาติดต่อราชการในหน่วยงาน สถานศึกษา ให้หน่วยงาน สถานศึกษา ปฏิบัติตามมาตรการของสธ.อย่างเคร่งครัด และให้ชะลอการเชิญบุคคลจากต่างประเทศมาร่วมการประชุม การสัมมนา หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องออกไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะคลี่คลาย กรณีมีความจำเป็นให้เสนอ เหตุจำเป็นต่อหัวหน้าหน่วยงานหรือผู้บังคับบัญชาพิจารณาและกำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อที่เหมาะสม 6. กรณีข้าราชการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานักเรียน นักศึกษา มีบุคคล ในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือสัมผัสผู้ต้องสงสัยว่ามีความเลี่ยงต่อการติดต่อโรคนี้ ให้งดเข้าชั้นเรียน หรือหยุดมาปฏิบัติงาน เป็นเวลา 14 วัน โดยไม่ถือเป็นการขาดเรียน หรือขาดการปฏิบัติงาน7.ให้ระมัดระวัง และป้องกันตัวเอง โดยหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หากไปในที่ผู้คนอยู่หนาแน่นหรือรถโดยสารสาธารณะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ รับประทานอาหารปรุงสุกร้อนสะอาด หลีกเลี่ยงการไปท่องเที่ยวตลาดค้าสัตว์มีชีวิต
8.ให้สถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับ ทำความสะอาดพื้นที่ภายในสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและส่งเสริมความรู้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แก่เด็กนักเรียน หากพบเด็กนักเรียนในโรงเรียนป่วย ให้แยกเด็กนักเรียนเพื่อเผ่าระวังและดำเนินการอย่างเหมาะสม 9.ให้ทุกหน่วยงานจัดวางแอลกอฮอล์เจลไว้ในจุดให้บริการสำหรับประซาซน และบุคลากรในสังกัดให้เพียงพอ 10.ให้ประซาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง 11.ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในความรับผิดชอบชองสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกซน (สช.)ดำเนินการตามมาตรการทางการบริหาร และเมื่อดำเนินการแล้ว ให้รายงานรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นระยะๆ 12.ให้องค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับของศธ. พิจารณาถึงความเหมาะสม ในกิจกรรมการดำเนินการในช่วงระยะเวลาที่ประกาศฉบับนี้มีผลใข้บังคับ 13.ให้สำนักบูรณาการกิจการการศึกษา เป็นหน่วยงานประสานกลางเกี่ยวกับการดำเนินงานตามอนื่ง ผู้จงใจปีดบังข้อมูล อาจมีความผิดและได้รับโทษตามพ.ร.บ.โรคติดต่อแห่งชาติ พ.ศ.2448

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

