เมื่อวันที่ 5 มีนาคม รศ.ดร.ประภัสสร ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึง กรณีอดีตอธิบดีกรมศิลปากร ออกประกาศแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถาน ภาพเขียนสีเขายะลา ต.ลิดล – ต.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา จากพื้นที่ประกาศเดิม ขนาด 887 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา (เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544) เหลือ 697 ไร่ 75 ตารางวา เพื่อเอื้อต่อการทำอุตสาหกรรมเหมืองหิน ว่า ส่วนตัวไม่เคยเข้าไปสำรวจภาพเขียนสีที่เขายะลา แต่จากการศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการจากเอกสารที่มีการเข้าไปสำรวจ ประกอบกับบริบทแวดล้อม พบว่า ภาพเขียนสีเขายะลา เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีแห่งเดียวในโลก ซึ่งโดยปกติแหล่งโบราณคดีทุกที่ ในโลกมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมดในฐานะที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งปกติภาพเขียนสีจะค่อนข้างพบยาก และในภาคใต้จะไม่ค่อยพบ ดังนั้น นี่จึงเป็นหนึ่งในภาพเขียนสีไม่กี่แห่งของภาคใต้ และของ จ.ยะลา
“หากพูกถึงความสำคัญด้านอายุสมัย จากรูปแบบเท่าที่ปรากฏ เรียกได้ว่าก็มีความเก่าแก่เกือบ 1,000 ปี แต่การกำหนดอายุในปัจจุบันยังไม่มีค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ซึ่งอายุประวัติศาสตร์ศิลปะในถ้ำของภาคใต้จะไม่เหมือนที่อื่นๆ ด้วยความที่ภาคใต้มีบุคคลที่ยังใช้วัฒนธรรมดั้งเดิม อาศัยและเคลื่อนที่ไปมา ดังนั้นการเขียนภาพเขียนสีที่มีลักษณะดั้งเดิม บางครั้งก็อาจจะทำขึ้นโดยกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในสมัยประวัติศาสตร์ แต่ยังใช้วัฒนธรรมดังเดิมอยู่ กล่าวคือ ในขณะที่แห่งอื่นเป็นสมัยประวัติศาสตร์ เข้าสู่ความเป็นเมืองไปแล้ว แต่กลุ่มคนยังเร่รอน หรืออยู่ในเขตหุบเขา ยังทำพิธีกรรม หรือเขียนงานแบบดั้งเดิมอยู่ จึงทำให้กำหนดอายุค่อนข้างยาก เท่าที่เห็นรูปแบบภาพเขียนสี ที่วาดขึ้น มีรูปบุคคล สัตว์ จำพวกช้าง มีลักษณะคล้ายกับการวางช้าง หรือ ต่อช้าง มีรูปบุคคลขี่ช้าง ซึ่งบางรูปน่าสงสัย เพราะเป็นรูปบุคคลขี่ช้างซึ่งช้างมีกูบ (หลังคาที่นั่งช้าง) มีควาญช้าง มีลักษณะของการใช้ช้างในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นสมัยอยุธยา หรือ รัตนโกสินทร์ จึงมีความเป็นไปได้ว่า ภาพเขียนสีชุดนี้อาจมีการทำขึ้นในหลัก 100 ปีขึ้นไป แต่น่าสนใจว่าเป็นของกลุ่มคนที่ทำขึ้นภายใต้กระบวนการที่ยังอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงยังกำหนดอายุอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ สำหรับภาพเขียนสีที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่ จะเป็นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยังไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทางอินเดีย หรือที่เรารู้จักกัน อย่างเช่น สุโขทัย อยุธยา แต่จะเป็นภาพเล่าเรื่องเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ความเชื่อดั้งเดิม เช่น การบูชาผี บูชาบรรพบุรุษ บูชาธรรมชาติ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นโดยเทียบเคียงกับกรณีภาพสลักในถ้ำพระโพธิสัตว์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเคยมีการคัดค้านการระเบิดหินมาแล้ว รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าหากมีแรงสั่นสะเทือนจากการทำเหมืองหินจะกระทบกับภาพเขียนสีหรือไม่ แต่หากมีการกั้นเขตไว้แล้วในตอนแรกก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าการกั้นเขตของนักโบราณคดีจะเป็นไปตามหลักวิชาการ คือ ระยะทางจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีโดยตรง เมื่อมีการเปลี่ยนเขตใหม่ซึ่งลดขนาดเข้ามา เชื่อว่าจะต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอนตามลักษณะที่ควรจะเป็น แต่ส่วนของรายละเอียดนั้นยังไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม การที่ชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนให้เห็นว่าคนในพื้นที่ห่วงใยในแหล่งโบราณคดี
“กรณีที่ จ.ยะลา ก็ถือว่าประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจกับข่าวนี้ เป็นห่วงแหล่งโบราณคดี เพราะเป็นแหล่งที่สำคัญของจังหวัดยะลา อีกทั้งยังตั้งใกล้กับแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่ง คือ ถ้ำศิลป์ ต.หน้าถ้ำ ซึ่งเป็นถ้ำสมัยประวัติศาสตร์ เขียนภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา คาดว่าน่าจะเป็นสมัยศรีวิชัย ทั้ง 2 แหล่งอยู่ใกล้กัน และยังมีบริบททางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่เจอในบริเวณเดียวกันอีกด้วย จึงเชื่อว่าเป็นแหล่งที่ผู้คนใช้สอย และประกอบพิธีกรรมกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สืบเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งหากแหล่งใดแหล่งหนึ่งต้องเสียไป ก็จะขาดซึ่งบริบทที่ใช้ในการตีความประวัติศาสตร์โบราณคดี” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

