เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกรณีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยประกาศว่าจะขออยู่ ศธ.ต่อ เพราะการทำงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา กำลังปรับจูนกันได้ด้วยดี ว่า คิดว่าระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา นายณัฏฐพลยังอยู่ในวิสัยที่ควรจะทำงานต่อ การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในช่วงเวลานี้ ไม่เหมาะสม เพราะเมื่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่เข้ามา ก็ต้องเริ่มต้นงานใหม่อีกครั้ง ตนมองว่าในเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา นายณัฏฐพลได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรของ ศธ.ดีแล้ว อยู่ในขั้นที่มององค์รวมของกระทรวงออก เห็นปัญหา การขับเคลื่อน และเห็นแรงต้านในด้านต่างๆ มากแล้ว
“นายณัฏฐพลเคยระบุว่าการทำงานต่อไป จะต้องฟังข้าราชการประจำมากขึ้น มองว่าการทำงานใน ศธ.ช่วง 6 เดือนแรก ข้าราชการจะฟังคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ด้วยความสงบ และพร้อมสนองนโยบาย แต่ระยะเวลาหลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะฟังข้าราชการประจำบ้าง เพราะข้าราชการเป็นผู้คุมกลไก ระบบ ระเบียบ ถือเป็นประเด็นที่นายณัฏฐพลต้องเข้าใจ และควบคุมให้ได้ ไม่เช่นนั้น 6 เดือนต่อไปนี้ จะเป็นข้าราชการนำการเมือง ดังนั้น การทำงานต่อไปของนายณัฏฐพล จะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน เพื่อจะสานต่อ และพัฒนาการศึกษาให้ได้” นายสมพงษ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องสำคัญขณะนี้ คือระบบการศึกษาที่จะต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะโครงสร้างแบบเดิมคือจำแล้วสอบ ที่ควรปฏิรูป และทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ คือคิดแล้วปฏิบัติ ซึ่งนายณัฏฐพลจะมีนโยบายอะไรบ้าง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง และปฏิรูปการศึกษาทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ประเด็นต่อมาคือการปรับปรุงโครงสร้างของ ศธ.โดยเฉพาะการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ต้องระวังให้ดีว่าเนื้อของการศึกษานั้น อยู่ที่สถานศึกษา ไม่ได้อยู่ระดับภูมิภาค เมื่อตั้งส่วนราชการในส่วนภูมิภาค อาจจะทำให้ระบบนโยบายสายป่านจะยาวขึ้น การตีความของคนปฏิบัติจะวุ่นวาย แทนที่จะเพิ่มควรทำให้เล็กลง และทำให้การออกคำสั่งจากบนลงล่างให้กระชับขึ้น เพื่อให้พื้นที่จัดการตนเอง
“ประเด็นต่อมาที่กังวลคือ ระบบหลักสูตรการเรียนรู้ ที่ทุกคนเห็นประเทศมีข้อบกพร่องต่างๆ ก็มาเสนอให้นักเรียนเรียนรู้มากมาย กลายเป็นจับยัดจับใส่เข้าไปให้เรียน จากที่ผมวิเคราะห์ เชื่อว่ามีกว่า 25-30 หลักสูตร ที่นักเรียนจำเป็นต้องเรียน ทำให้ชั่วโมงการเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดว่าถึงเวลาที่เราต้องตั้งคำถามว่าทำไมให้เด็กเรียนเนื้อหาวิชาการมากขนาดนั้น โดยเฉพาะที่ พล.อ.ประยุทธ์มีนโยบายให้เรียนหน้าที่พลเมือง คณิตคิดในใจ ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้เป็นของเก่า ขณะที่หลักสูตรที่ทันสมัยนักเรียนก็จำเป็นต้องเรียน ทำให้กระบวนการสร้างหลักสูตรให้เรียนกลายเป็นจับยัดสิ่งต่างๆ ให้เด็ก ต่อไปเด็กจะสมองบวมจากการเรียนในระบบจับยัด เพราะผู้ใหญ่หวังดี ผมคิดว่าอย่าพยายามใส่เนื้อหาให้เรียนมาก ต้องระมัดระวังให้ดี แต่ข้อดีที่ผมเห็นคือ ศธ.เริ่มเข้าใจนโยบายที่สั่งการจากบนลงล่าง ไม่มีอะไรประสบความสำเร็จ ทำให้แนวโน้มสั่งนโยบายจากบนลงล่างจะลดน้อยลง เพื่อให้พื้นที่จัดการตัวเองได้มากขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว


