นายจรูญ ถาวรจักร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) อุดรธานี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาจจะถูกปรับออกหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนมองว่าการทำงานของนายสุวิทย์ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สามารถขับเคลื่อนอุดมศึกษาได้ในระดับหนึ่ง หากครม.จะปรับนายสุวิทย์ออกนั้น ตนดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นไม่ขอยุ่งในเรื่องนี้ ส่วนการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะ มรภ.ควรจะพัฒนาทางไหนต่อนั้น มองว่าจะต้องพัฒนามหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนจาก อว.มากเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อเข้าสู่กรอบปฏิบัติต่อไป ดังนั้นต้องให้เวลาการทำงานของรัฐมนตรีว่าการ อว.ด้วย
ด้านน.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ตนมองว่ายังไม่ควรปรับนายสุวิทย์ออกในขณะนี้ เพราะยังเร็วเกินไปหากจะปรับครม. เนื่องจากยังมีโครงการและนโยบายต่างๆ ที่ต้องดำเนินงานต่อเพื่อพัฒนาการศึกษา ควรให้เวลานายสุวิทย์ทำงานด้วย เพราะการศึกษาใช้เวลาพัฒนา 2-3 ปี กว่าจะเห็นผล จึงไม่เห็นด้วยถ้าจะปรับในเวลานี้
“มี 2 เรื่องใหญ่ ที่เป็นปัญหาในมหาวิทยาลัยที่นายสุวิทย์ควรจะเข้ามาแก้ไข ประกอบด้วย 1.ปัญหาธรรมาธิบาลภายในมหาวิทยาลัย เพราะปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีปัญหาฟ้องร้องกันจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาอายุอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี สามารถดำรงตำแหน่งได้หรือไม่ และ 2. การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้างแก่พนักงานและบุคลากรในมหาวิทยาลัย ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว รัฐมนตรีว่าการ อว.ควรจะพิจารณาแก้ไขปัญหานี้ ให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ เพราะการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาจะต้องใช้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทำงาน 80-90% ดังนั้นควรสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคคลเหล่านี้ด้วย” น.ท.สุมิตรกล่าว
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดี มรภ.นครราชสีมา กล่าวว่า หลักคิดในการปรับ ครม.มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือผลงานรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายสุวิทย์ไม่ได้เข้าข่ายที่จะถูกปรับ เนื่องจากไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และก่อนที่เข้ารับตำแหน่ง นายสุวิทย์ประกาศ 7 สัญญาประชาคมที่ต้องการใช้กระทรวงวิทยาศาสตร์ (วท.) เดิม และมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ถือว่ามีความชัดเจนในด้านนโยบาย เพียงแต่ว่า 7 เดือนที่ผ่านมาสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ สามารถขับเคลื่อนได้เป็นบางอย่าง เช่น การปลดล็อกกฎระเบียบข้อบังคับบางประการที่ทำให้มหาวิทยาลัยไม่สะดวกในการทำงาน รวมทั้งการวางระบบการวิจัยเพื่อให้ประเทศก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีความชัดเจน แต่อาจจะขับเคลื่อนไม่ได้มากพอ เนื่องจากติดขัดเรื่องความไม่เข้าใจในบริบทปัจจุบัน เพราะมองแต่อนาคตข้างหน้าโดยไม่ได้มองพื้นฐานที่มีอยู่
“เป้าหมายของนายสุวิทย์มีความชัดเจน นายกรัฐมนตรีไม่ควรปรับรัฐมนตรีว่าการอว. ออก ต้องให้โอกาสทำงานพัฒนาในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ หากจะปรับ ควรปรับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือรัฐมนตรีที่อาจจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานแต่ภาพลักษณ์และประวัติเสื่อมเสีย บุคคลเหล่านี้นายกรัฐมนตรีควรปรับ เพราะถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐบาลด้วย ในส่วนของนายสุวิทย์ ผมเห็นว่าไม่ควรปรับออก ควรให้โอกาสในการทำงานต่อ แม้นายสุวิทย์จะไม่มีฐานเสียงส.ส.ในมือก็ตาม” นายอดิศรกล่าว

