สถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่ขณะนี้ยอดจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งโลกเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน แต่ละประเทศต่างออกมาตรการเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสสุดอันตรายนี้
เช่นเดียวกับประเทศไทย รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) แถลงยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่การแพร่ระบาดระยะที่ 3 แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อม และหามาตรการรองรับ
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อโควิด-19 ได้เสนอ 6 มาตรการคุมเข้มป้องกันการแพร่ระจาย ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ และมีมติให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตาม 6 มาตรการนี้ เช่น การปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และทุกสถานบัน ให้ปิดตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์
เมื่อมีมาตรการดังกล่าวออกมา ในส่วนของภาคการศึกษา ต่างพร้อมใจกันออกประกาศ และปฏิบัติตามทันที เริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) “เสมา 1” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนามในประกาศ ศธ.เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
แต่หากมีความจำเป็น ให้ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดแนวทางแก้ปัญหา ให้สถานศึกษาจัดให้มีการเรียนทางออนไลน์ โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน…
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งให้สถานศึกษาทุกแห่งปิดเป็นเวลา 14 วัน พร้อมกับให้เลื่อนการรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 รวมถึง การสอบคัดเลือก และรายงานตัวออกไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง !!
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียง จะมีนักเรียน และผู้ปกครองจากหลายจังหวัด เข้ามาส่งบุตรหลาน ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว
ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ที่กำหนดจะเปิดเรียนในเดือนพฤษภาคมนี้ จะต้องเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า จำเป็นต้องรอประเมินสถานการณ์หลังประเพณีสงกรานต์ก่อน รวมทั้ง รอดูมติ ครม.เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การสอบคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีตำแหน่งว่าง 4,647 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 2,380 อัตรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1,952 อัตรา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) 315 อัตรา และการเตรียมการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สพฐ.ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
เช่นเดียวกันการสอบคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ต้องเลื่อนการสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ ความเหมาะสมกับตำแหน่งไปก่อน
รวมทั้ง การสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัด สอศ.กรณีพิเศษนั้น เดิมคาดว่าจะเปิดรับสมัครคัดเลือกในช่วงปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 เพื่อให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนเมษายน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาด ก็จำเป็นต้องเลื่อนการสอบออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

โดย “ขอความร่วมมือ” ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ให้หยุดการเรียนการสอนทุกรูปแบบ ยกเว้นการสอนออนไลน์ พร้อมกับปรับรูปแบบการสอบ และการประเมินผล โดยให้สอดคล้องกับรูปแบบการสอนออนไลน์
ส่วนการฝึกงานนั้น ให้พิจารณา “ยกเลิก” หรือปรับเปลี่ยนกำหนดระยะเวลา
พร้อมกับลงนามในประกาศ อว.เรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด -19 (ฉบับที่ 4) : การพิจารณาเลื่อนพิธีประสาทปริญญาบัตร โดย “ขอความร่วมมือ” ให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งพิจารณาเลื่อนพิธีประสาทปริญญาบัตรออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง
ด้าน ทปอ.ซึ่งเป็นผู้ดูแล ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับสมัครในรอบ 2 โควต้า ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ – 25 เมษายน ซึ่งในขั้นตอนนั้น จะมีการสอบสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อด้วย
อย่างไรก็ตาม ทปอ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีหนังสือแจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมรับนักศึกษาผ่านระบบทีแคส ปีการศึกษา 2563 เรื่องการปรับระบบการทำงานของ ทีแคส 2563 เพื่อรองรับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้สมัคร ผู้เกี่ยวข้อง และสาธารณชนว่ากระบวนการคัดเลือกทีแคส ได้วางแผนการบริหารความเสี่ยงที่ป้องกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ที่อาจเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง ดังนี้
สำหรับ การดำเนินการคัดเลือกในรอบ 2 จะเป็นการทำงานในระบบออนไลน์ทั้งสิ้น รวมทั้ง การสอบสัมภาษณ์ สถาบันอุดมศึกษาสามารถดำนินการตามแนวทางที่กำหนด ดังนี้ Video Call, Video Clip submission, Voice Call ในกรณีที่มีความจำเป็น อาจขอเป็นการสัมภาษณ์แบบ Face-to Face ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสาขาวิชา หรือไม่ต้องสัมภาษณ์ ให้ทุกคนผ่านการคัดเลือกโดยพิจารณาจากคะแนนตามเกณฑ์ที่สาขาวิชากำหนด
ส่วนการสอบสัมภาษณ์รอบ 3 รับตรงร่วมกัน และรอบ 4 แอดมิสชั่นส์ จะยกเลิกการสอบสัมภาษณ์ รวมทั้ง เปลี่ยนระบบในการประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ของรอบ 3 และรอบ 4 เป็นการยืนยันสิทธิเข้าศึกษา
จะเห็นว่าทั้ง ศธ.และ อว.ออกมาตรการคุมเข้มป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19 แม้จะกระทบการศึกษา และกระทบต่อทำงานหลายภาคส่วน แต่ถ้าไม่ออกมาป้องกัน และควบคุมตอนนี้ ต่อไปจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยอาจจะพุ่งสูง และไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อีก!!

